| ||
2007/Apr/18
2007/Apr/05
ระบบเกียรติศักดิ์
(Honor System)
“ ชื่อเสียง และ ยศศักดิ์
ถ้าไม่ใช่ชื่อเสียงและยศศักดิ์อันจอมปลอม ย่อมถือเป็นนิมิตเครื่องหมาย
แสดงความดี ความสามารถ และสติปัญญา ของบุคคลให้ปรากฏ
สาธุชนจึงใฝ่หามาเป็นเครื่องเชิดชูตน
และถนอมรักษามิให้เสื่อมเสีย ด้วยความระลึกว่า ถ้าหมดชื่อเสียง ยศศักดิ์ ตนเองก็จะสิ้นความดี...”
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่ ผู้สำเร็จการศึกษาจาก
มหาวิทยาลัยรามคำแหง ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร ๑๑ มกราคม ๒๕๓๑
แต่โบราณนานมา ถือกันว่า
การทำสงครามเป็นงานที่มีเกียรติ ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
การทำสงครามเป็นพระราชอำนาจ ที่เรียกว่า “ราชการสงคราม”
อันเป็นเรื่องความเป็นความตายของชาติ พระมหา
กษัตริย์จะทรงตรากฎหมายเรียกเกณฑ์ไพร่ฟ้าประชาราษฏร์เข้ามาเป็นทหาร
แล้วนำมาฝึกหัด แต่งเป็นกองทัพ ออกไปต่อต้านการรุกรานของอริราชศัตรู
กองทหารเหล่านั้นจะถูกจัดเป็นหมวดหมู่ แต่งเครื่องแบบสีสันสดใส
ติดอาวุธสวมเกราะแวววับ ประดับธงทิวดูงามสง่า
โอ่อ่าสมพระยศพระเกียรติของจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่
ทหารหาญทั้งหลาย จะได้รับการฝึกหัด ฝึกอบรมให้กระทำตนเป็นสุภาพบุรุษ
การฝึกหัดทางทหารก็นับว่าเป็นเกมวัดใจของลูกผู้ชายชาติทหาร
นานวันเข้าจนกลายมาเป็นค่านิยมแห่งความดี ไม่มีคำว่า “ลอบกัด”
ในสารานุกรมของพวกเขา แม้นยามที่จะประมือเข้าห้ำหั่นเอาชีวิตกันกับศัตรู
ก็มีธรรมเนียมที่จะถามชื่อแซ่กันก่อน
ดังปรากฏในพงศาวดารก่อนตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ในตอนที่ อะแซหวุ่นกี้
ขอดูตัวพระยาจักรี ด้วยประจักษ์ในฝีมือทำศึก
แล้วเอ่ยชมว่าอายุยังน้อยแต่ฝีมือกล้าแกร่งนัก ขอให้รักษาตัวไว้ให้ดี
ต่อไปจะเป็นใหญ่ในภายภาคหน้า เป็นต้น
ยิ่งกว่านั้นยังมีทหารอีกพวกหนึ่งที่ขึ้นชื่อลือเลื่องในความรักเกียรติ
คือนักรบซามูไรของญี่ปุ่น ที่ซึมทราบในปรัชญาเซน ผู้ยึดมั่นในคติที่ว่า “ตายเสียดีกว่าที่จะอยู่อย่างผู้แพ้”
ด้วยเหตุนั้น หากนักรบบูชิโดปราชัยในการศึก หรือ ถูกหลู่เกียรติ
พวกเขาจะกระทำ “ฮาราคีรี” โดยใช้ดาบสั้นคว้านท้องตัวเองทันที
นั่นคือตัวอย่างของความหยิ่งทะนง และการยึดมั่นในเกียรติศักดิ์ของทหาร
ที่เป็นแบบอย่างและแพร่หลายกันไปทั่ว
สองร้อยกว่าปีมาแล้ว
ในยุโรป การฝึกนักรบหนุ่มให้เชี่ยวชาญในการศึกการสงคราม
เริ่มก่อร่างเป็นระบบ ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ จนกลายมาเป็น
วิทยาการทางทหาร (Military Science)
ในสมัยพระเจ้าเฟรดเดอริกมหาราชแห่งปรัสเซีย ทรงได้ริเริ่มก่อตั้ง The
Kriegsakademie หรือ War Academy ขึ้น ต่อมาชาติอื่น ๆ ก็นำมาเป็นแบบอย่าง
แล้วพัฒนาต่อมาจนกลายเป็น โรงเรียนนายร้อย โรงเรียนเสนาธิการ และ
วิทยาลัยการทัพ แพร่หลายไปในวงการทหารทั่วโลก
โรงเรียนนายร้อยเวสปอยต์ ของสหรัฐอเมริกา ถือกำเนิดขึ้นในปี
ค.ศ. ๑๘๐๒ มีระบบเกียรติศักดิ์ (Honor System) ที่ยึดถือสืบต่อกันมา
สุนทรพจน์ของนายพล ดักลาส แม็กอาร์เธอร์
ที่กล่าวในวันสำเร็จการศึกษาของนักเรียนนายร้อยเวสท์ปอยต์ เมื่อวันที่ ๑๒
พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๖๒ ได้กลายเป็นอมตะวาจาที่ทหารทั้งหลายต้องจดจำ นายพล
แม็กอาร์เธอร์ กล่าวไว้ว่า
“พวกท่านคือ มืออาชีพผู้ถืออาวุธ ผู้มุ่งมาดปรารถนาในชัยชนะ
เจนจบในศาสตร์แห่งสงคราม สำหรับพวกเราแล้ว ไม่มีอะไรจะมาทดแทน ชัยชนะ ได้
แต่ถ้าพวกท่านปราชัย ชาติของเราก็จะย่อยยับ
มรดกแห่งความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ ที่ตกมาถึงมือของพวกท่านนั้น
สรุปได้ด้วยถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์ เพียงสามคำนั่นคือ หน้าที่ เกียรติยศ และประเทศชาติ (Duty, Honor, Country) “
เกียรติ คือภาษาของพวกเรา
เกียรติ หมายถึง
การยอมรับ ความนับถือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ การไม่หวาดระแวง การไม่ดูถูก
การเห็นแก่หน้า ความมีหน้ามีตา ชื่อเสียง (ที่เกิดขึ้นโดย คุณงามความดี
ความน่าภาคภูมิ โดยฐานะหน้าที่ หรือชาติตระกูล)
เกียรติ คือ ชีวิตที่สองของทหาร เกียรติ คือ ภาษาของพวกเรา
เกียรติ คือ ประตูสู่ ยศ ศักดิ์ “ทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับด้วยดอกไม้..นั้นไม่มี”
รากฐานของเกียรติ เกิดจากความสัตย์ซื่อ วินัยในตัวเอง สำนึกแห่งความรับผิดชอบ
เกียรติ เป็นต้นทุนทางสังคม ก่อเกิดจากความภาคภูมิใจที่ได้กระทำในสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ
หากปรารถนาจะได้รับเกียรติ ต้องรู้จักการให้เกียรติแก่ผู้อื่นก่อน
เกียรติยศ มิได้เกิดจากการอวดอ้าง ยกตน แต่เกิดจากความเชื่อถือของผู้อื่น และการยอมรับของสังคม “The bravest is tenderest The noblest is humblest” (“ผู้กล้า ต้องอ่อนโยน ผู้ดี ต้องถ่อมตน”)
การให้เกียรติ คือ หัวใจของการอยู่ร่วมกัน
เกียรติ
ของแต่ละคน ถักทอรวมเป็นสายใยแห่ง ความไว้เนื้อเชื่อใจ (Mutual Trust)
ของหมู่คณะ แล้วขยายกลายเป็นผืนเกราะแห่งศรัทธาของปวงประชา นั่นคือ
บ่อเกิดของความสมานฉันท์ และ ความรักหมู่รักคณะ
“กองทัพ คือ รากแก้วแห่งศรัทธา ของประชาชน”
นายทหาร กับ ความเป็นสุภาพบุรุษ (Officer and Gentleman)
นายทหาร (Officer) ต้องเป็น สุภาพบุรุษ (Gentleman)
เนื่องเพราะเป็นสิ่งที่ทหารทั้งหลายในโลกยึดถือ
จนกลายเป็นวัฒนธรรมของทหาร ความเป็นสุภาพบุรุษ
จึงเป็นคุณสมบัติขั้นต่ำสุด ที่สาธารณะชนคาดหวัง ความนับถือเยี่ยงนี้
เกิดจากศรัทธาของประชาชน ที่เห็นว่าทหารเป็นกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์
ความรักชาติ ความกล้าหาญ ความจริงใจ และจิตวิญญาณในการต่อสู้
พวกเขาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นผู้มีที่เกียรติ ที่ฝรั่งเรียกว่า Man of Honor
“การรับใช้ชาติ เป็นความองอาจของลูกผู้ชาย”
“ความตายในสนามรบ เป็นเกียรติของทหาร”
บันไดแห่งเกียรติยศขั้นแรกนั่นคือ ความเป็นสุภาพบุรุษ อันเป็นคุณธรรมของหมู่คนที่ยึดมั่นใน ความจริง และความสัตย์
หากคนเราคิดจะคบค้ากัน หรือทำความตกลงในเรื่องใดแล้ว
ถ้าทั้งสองฝ่ายต่างเป็นคนที่ซื่อสัตย์ จริงใจ ความร่วมมือ
และงานการทั้งหลาย ก็จะดำเนินไปอย่างราบรื่นและง่ายดาย
ทหารถูกสอนมาให้ ซื่อสัตย์ต่อตนเองและหมู่คณะ นั่นหมายความว่า พวกเขาจะยึดมั่นในความจริงและความสัตย์
แสดงออกทางพฤติกรรมโดยมี มโนสุจริต วาจาสุจริต และกายสุจริต
ถ้าทหารทุกคนยึดมั่นได้ดั่งนี้ มาตรฐานทางจริยธรรมก็จะเป็นที่ยอมรับ
เป็นที่เชื่อถือศรัทธาจากประชาชน
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม
อยู่รวมกันก็เพราะหวังจะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน หมู่คณะที่ยิ่งใหญ่
เริ่มต้นจาก การให้เกียรติและจริงใจต่อกัน อันเป็นคุณสมบัติของ
สุภาพบุรุษ ส่วนเรื่องของ‘หน้า’เป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทย
ถ้ารู้สึกเสียหน้า รู้สึกว่าไม่ให้เกียรติ
จะโกรธเป็นฟืนไฟถึงขั้นตัดญาติตัดมิตร ไม่เผาผีกันเลยทีเดียว
ข้าราชการทหารทำงานโดยไม่หวังกำไร ไม่หวังเงินทอง
แต่หวังจะสร้างชื่อเสียง ให้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล พวกเขาเชื่อว่า “สิบพ่อค้า ไม่เท่าหนึ่งพญาเลี้ยง”
กฎแห่งเกียรติยศ (Honor Code)
Honor Code เป็นรากฐานของจริยธรรม
และเป็นกลไกของการปลูกฝังอุดมการณ์ ของนักเรียนนายร้อยเวสปอยต์
ที่กลายเป็นแบบอย่างแก่โรงเรียนทหารทั่วโลก พลเอก ปิยะ สุวรรณพิมพ์
ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหารท่านแรก
ได้นำมาใช้ปลูกฝังคุณธรรมพื้นฐานให้แก่ นักเรียนเตรียมทหาร ตั้งแต่
รุ่นที่ ๑ ณ ที่ตึกเรียนรูปตัววาย ถนนพระราม ๔
ตรงกลางชั้นสามมีห้องที่ตกแต่ไว้อย่างโอ่อ่า อันเป็นที่ตั้งของ
ศาลเกียรติศักดิ์ ศิษย์เก่าเตรียมทหารทุกคน ได้รู้จัก ระบบเกียรติศักดิ์
ณ ที่นั้นเป็นครั้งแรก
คำปฏิญาณของนักเรียนเตรียมทหารและนักเรียนนายร้อยทั้งสามเหล่าทัพ ที่ปฏิญาณว่า “เราจะไม่โกหก ไม่โกง ไม่ขโมย และจะไม่ยอมให้พวกเรากระทำเช่นนั้น”
นั่นคือ กฎแห่งเกียรติยศ หรือ หลักประพฤติพื้นฐาน ที่จะอธิบายให้เข้าใจถึง ระบบเกียรติศักดิ์
โดยย่นย่อได้เป็นอย่างดี Honor Code ของเวสปอยต์ ไม่เคยเปลี่ยน
และยังคงยืนยงอยู่เช่นนี้ตลอดไป
เพราะเป็นความรับผิดชอบของนักเรียนนายร้อยทุกคน
ที่จะต้องดำรงประเพณีสำคัญของเวสปอยต์นี้ไว้ให้ได้
แต่มาตรฐานความดีนั้นละเอียดอ่อน นักสังคมศาสตร์บางท่านเรียกว่า มาตรฐานทางจริยธรรม แต่ในวงการทหาร (Military Academy) เรียกว่า ความดีที่ทำได้ยาก,
หมอประเวศฯ เรียกว่า ความกล้าหาญทางจริยธรรม ตัวอย่างเช่น
การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต สิ่งที่ปุถุชนเห็นว่า เป็นความไม่ดี ความชั่ว
แต่เพชฌฆาต, ราชมัล พ่อค้าขายเนื้อในตลาด อาจเห็นว่าเป็นการประกอบสัมมาชีพ
และความรับผิดชอบต่อหน้าที่
ผู้นำทางทหารถูกสอนมาให้เป็น
นักรบ นักฆ่า นักทำลาย แต่การกระทำเช่นนั้น กระทำไปเพื่อชาติ เพื่อส่วนรวม
มาตรฐานทางจริยธรรมของแต่ละหมู่คณะจึงแตกต่างกันไปแล้วแต่กลุ่มแล้วแต่อาชีพ
ภาคธุรกิจ เอกชน ทำสัญญากันแล้วก็ผิดสัญญา ไม่ทราบว่าทำสัญญากันทำไม
หรือเป็นเพียงความหวัง แต่มิอาจป้องกันการผิดสัญญาได้
เนื่องจากไม่ไว้ใจกันและกัน ทหารไม่นิยมสัญญากระดาษ
พวกเขาใช้สัญญาสุภาพบุรุษ
เรื่องของเกียรติ อยู่ในสายโลหิตที่หล่อเลี้ยงชีวิตของนักเรียนทหารทุกคน เพราะเกียรติ คือแก่นแกนของบุคลิกภาพ
และวิธีตัดสินตกลงใจของทหาร เกียรติเป็นความดีงามที่ทำให้ทหาร ซื่อสัตย์
จงรักภักดี, กล้าหาญ, ไว้เนื้อเชื่อใจได้ แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่าก็เพราะ เกียรติ เป็นแก่นแกนของการนับถือตนเอง
“หากพวกเขาไม่รู้จักที่จะนับถือตนเอง แล้วใครเล่าจะนับถือพวกเขา”
“ เกียรติศักดิ์ รักของข้า มอบไว้แก่ตัว”
กฎแห่งเกียรติยศ (Honor Code) นี้บ่งบอกถึง ที่มา สปิริต และสารัตถะ ของ ระบบเกียรติศักดิ์
ระบบเกียรติศักดิ์
ระบบเกียรติศักดิ์ เป็นรากฐานของงานการสร้างนักรบในอุดมคติ
การหลอมรวมหัวใจของชายชาติทหาร และ การสร้างสุภาพบุรุษ
ของวงสังคมในเวลาปกติ
ภารกิจของเวสปอยต์ คือการให้การศึกษาอบรม แก่นักเรียนนายร้อยเวสปอยต์
เพื่อให้พวกเขามีคุณสมบัติ(Character) (อุปนิสัย จิตใจ และบุคลิกภาพ)
ที่เพียบพร้อมสำหรับการเป็นผู้นำกองทัพในอนาคต
ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากเวสปอยต์ (เวสปอยต์เตอร์)
จะมีคุณสมบัติของความเป็นผู้นำตลอดชีวิต
อันเป็นคุณสมบัติที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ที่ได้พบเห็นตลอดไป
ระบบเกียรติศักดิ์ของเวสปอยต์
เป็นผลมาจากการเพาะบ่มประสบการณ์และผ่านการพัฒนามายาว นาน
ถือเป็นหลักในการหล่อหลอมคุณธรรมให้แก่ นักเรียนนายร้อย (Cadets)
อย่างไรก็ตามงานการสร้างผู้นำทางทหาร ให้มีคุณสมบัติที่โดดเด่น
บุคลิกสง่างาม สติปัญญาเฉียบแหลม และอุดมการณ์ที่มั่นคงนั้น
มีอะไรที่มากกว่า การฝึกทางทหารธรรมดา และ
เหนือกว่าการให้การศึกษาแก่เยาวชน ทางด้านพุทธิศึกษา พลศึกษา
และจริยศึกษา ที่ส่วนมากจะใช้วิธีการอบรม พร่ำบ่น สอนสอดแทรกคุณธรรม
เวสปอยต์ ก็ทำเช่นนั้น แต่ที่แปลกแตกต่างนั้น อยู่ที่บรรยากาศของการศึกษา
เวสปอยต์ มีตำนาน มีอนุสาวรีย์ของวีรบุรุษ เป็นชุมชนของคนรักชาติ
นอกจากนั้น
ผู้ให้การอบรมทุกคนเคยผ่านกระบวนการหล่อหลอมแห่งเกียรติยศเหล่านั้นมาแล้ว
ทุกคนฟันฝ่ามาได้อย่างเลือดตากระเด็น จึงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ
ดังนั้นผู้ให้การอบรมจึงเชื่อมั่นในระบบฯนี้
จนกลายเป็นเบ้าหลอมที่ทำให้ผลผลิตออกมาเป็นพิมพ์เดียวกัน
โรงเรียนทหารทุกแห่ง ก็ให้ความสำคัญและจริงจังในการหล่อหลอมคุณธรรมของทหาร
หาใช่เพียงคิด ไม่เพียงพูด แต่พวกเขาทำจริง และทำสำเร็จมาแล้วนับไม่ถ้วน
ประจักษ์พยานคือเถ้าอัฐิในอนุสาวรีย์ทหารทั่วโลก อีกประการหนึ่งคือ
ห้วงเวลา สถาบันการศึกษาทั่วไปมีเวลาเพียงสี่หรือห้าปี แต่ของโรงเรียนทหาร
สี่-ห้าปีนั้นเป็นเพียงก้าวแรกของชีวิตรับราชการ
เป้าหมายในชีวิตก็ชัดเจน กระบวนการกล่อมเกลานั้น
จึงมากกว่าการหล่อหรือชุบ แต่เป็นการหลอมจนเข้าเนื้อ
ผลผลิตของโรงเรียนทหารจึงไม่ใช่เหล็กหล่อ แต่เป็นเหล็กกล้า
หัวใจของ ระบบเกียรติศักดิ์ อยู่ที่ มโนสุจริต ความรักเกียรติ ความรักหมู่คณะ และความรับผิดชอบต่อสถาบันที่สร้างพวกเขาขึ้นมา
ศาลเกียรติศักดิ์ (The Honor Court)
จากคำปฏิญาณ “เราจะไม่โกหก ไม่โกง ไม่ขโมย และจะไม่ยอมให้พวกเรากระทำเช่นนั้น”
ประโยคท้ายนั้น บ่งถึงพันธะสัญญาร่วมกัน
แสดงเจตจำนงมุ่งมั่นที่จะกระทำและหาทางไม่ให้พวกเขาละเมิดกฎแห่งเกียรติยศนั้น
จึงทำให้ต้องสถาปนา ศาลเกียรติศักดิ์ (The Honor Court) ขึ้นเป็นหลักของระบบฯ
ศาลเกียรติศักดิ์ มีหน้าที่พิจารณาการกระทำใด ๆ ของนักเรียนนายทหาร
ที่มีผลต่อ เกียรติยศ เกียรติศักดิ์ของหมู่คณะ
ทุกปีจะมีการคัดสรรและแต่งตั้งคณะกรรมการนักเรียนขึ้นมา
ให้ทำหน้าที่เป็นคณะตุลาการของศาลเกียรติศักดิ์
ควบคู่กับการทำงานของนักเรียนบังคับบัญชา
ที่มีหน้าที่กล่อมเกลาและสอนสั่งแก่รุ่นน้อง หรือ นักเรียนชั้นปีที่ ๑
ให้เข้าใจเหตุผล และ แบบธรรมเนียมการปฏิบัติ
ระบบเกียรติศักดิ์ มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ใจ อยู่ที่ ความรักในเกียรติของตนเอง และความรักในเกียรติ
ของหมู่คณะ เมื่อมีใจเช่นนั้นแล้ว ใช้ตรรกะเหตุผล
ผสมประสบการณ์และความรู้ มาคิดพิจารณา มีสติ คุ้มครองการกระทำ
แต่หากเกิดผิดพลาดพลั้งเผลอ ความรู้สึกผิดในใจของตน
จะเป็นเครื่องเตือนให้เกิดความละอายต่อบาป
ในลักษณะเดียวกับธรรมเนียมปฏิบัติของสงฆ์ เมื่อรู้ตัวว่าได้ละเมิดศีล
หรือพระธรรมวินัย ก็จะต้องปลงอาบัติ เพื่อเตือนตนให้สำนึกผิด
แล้วตั้งใจจะไม่กระทำอีก
แต่หากเป็นการกระทำผิด
ฐานละเมิด / ฝ่าฝืนกฎระเบียบของกรมนักเรียนฯ จะพ้นขอบเขตของ
ระบบเกียรติศักดิ์ กลับไปใช้ระบบการปกครองบังคับบัญชา
และการลงโทษทางวินัยของทหารตามปกติ แต่การกระทำบางอย่างก้ำกึ่งกันระหว่าง
ระบบเกียรติศักดิ์ กับ ระบบการลงโทษทางวินัย อาจไม่ผิดวินัย
แต่ส่งผลกระทบถึงชื่อเสียง เกียรติศักดิ์ของนักเรียนทหารโดยรวม
(ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นทั้งข้อง) จึงต้องเปิด ศาลเกียรติศักดิ์
ให้ตุลาการฯ ร่วมกันพิจารณาคดีและตัดสินลงโทษ
ซึ่งการลงโทษดังกล่าวเป็นการลงโทษทางสังคม มิใช่ลงโทษตามอำเภอใจ
มิใช่ความไม่พอใจส่วนตัว แต่เป็นการลงโทษ เพื่อส่วนรวม
เพื่ออนาคตจะได้สามารถรักษาเกียรติของหมู่คณะไว้ได้ต่อไป
ถ้าเป็นไปตามอุดมคติ ศาลเกียรติศักดิ์ก็ไม่จำเป็นต้องลงโทษ
เพราะผู้กระทำความผิดจะเป็นผู้พิจารณาโทษและตัดสินความผิดของตนเอง
ส่วนอำนาจการลงโทษก็จะต้องพิจารณาต่อไปอีก
ถ้าเป็นการตัดแต้มคุณธรรมอาจให้คณะกรรมการนักเรียนฯ มีอำนาจสั่งตัดฯได้
การลงโทษ ตั้งแต่ การตัดคะแนนความประพฤติ ขึ้นไป
อยู่ในอำนาจของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น
ที่จะพิจารณาสั่งลงโทษตามแบบธรรมเนียมทหาร ตามข้อเสนอแนะของ
ศาลเกียรติศักดิ์ การพิจารณาโทษตามระบบเกียรติศักดิ์
จึงเป็นลำดับขึ้นไปดังนี้
๑. รู้สึกผิด สำนึกบาป สัญญากับตนเองว่าจะไม่กระทำผิดอีก
๒. ลงโทษตนเอง
๓. ศาลเกียรติศักดิ์ลงโทษ
๔. การลงทัณฑ์ตามวินัยทหาร
ศาลเกียรติศักดิ์ เป็นเรื่องของนักเรียนฯ โดยเฉพาะ วัตถุประสงค์เพื่อ
ฝึกหัดปกครองกันเอง ฝึกหัดไต่สวน พิจารณาคดีความ และตัดสินลงโทษ
เพื่อให้นักเรียนจะได้รู้จักการใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม
อย่างเป็นประชาธิปไตย ภายใต้การกำกับดูแลของนายทหารปกครอง
อีกทั้งยังเป็นการป้องกันการใช้อำนาจอย่างศาลเตี้ย หรือ การตีแมว
หลักการลงโทษ จะเริ่มจากเบาไปหาหนัก
และมีมาตรการกระทำอย่างเป็นระบบ โปร่งใส ด้วยเหตุ ด้วยผล เริ่มจาก
การสาบานตน มาตรการเตือน การรายงานความผิด การสารภาพผิด การให้คำมั่นสัญญา
การชี้มูลความผิด การคาดโทษ และการลงโทษ โดยปกติแล้ว
เรื่องที่จะนำเข้าพิจารณาในศาลเกียรติศักดิ์
เป็นเรื่องคุณธรรมพื้นฐานตามคำปฏิญาณ Honor Code หรือ
การละเมิดที่มิได้จงใจฝ่าฝืน
เกียรติชัย ของ เวสปอยต์
ระบบเกียรติศักดิ์ จึงดำรงอยู่ได้อย่างน่าชื่นชมใน
โรงเรียนนายร้อย เวสปอยต์ เพราะชีวิตของทหาร ต้องเสี่ยง
ต้องร่วมเป็นร่วมตาย ในสังคมของนักเรียนนายร้อย
และนายทหารที่สำเร็จออกไปรับราชการแล้ว ต่างตระหนักดีว่า
ระบบนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการชี้นำชีวิตของพวกเขา ทุกคนคุ้นเคย
และดำเนินชีวิต ตามแบบฉบับที่ได้หล่อหลอมมา ในขณะที่สังคมภายนอก
ต่างต่อสู้แข่งขันกันทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เปรียบหรือทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้แซงขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งแถวหน้า
โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด
ความสำเร็จนี้เกิดจากหลายเหตุผล ประการหนึ่ง
ผู้มีอำนาจรับผิดชอบของเวสปอยต์
ไม่เคยนำระบบเกียรติศักดิ์มาใช้จับผิดเรื่องเล็กๆน้อยๆ
กับผู้ใต้บังคับบัญชา ประการที่สอง นายทหารปกครอง และอาจารย์ของ เวสปอยต์
เป็นแบบอย่างที่ดี เพราะเคยผ่านกระบวนการปลูกฝังอุดมการณ์เช่นนี้มาแล้ว
ความรักหมู่คณะ ความจริงใจต่อกัน จึงกลายเป็นธรรมเนียมการปฏิบัติที่ยึดมั่นในหมู่ทหาร
ทางไปสู่เกียรติศักดิ์
บันไดขั้นแรกของการสร้างผู้นำ เริ่มต้นจากการที่ให้นักเรียนชั้น ๑
มีสิทธิ์เป็นศูนย์ นักเรียนทหารจะเรียนรู้วิธีการนำ
จากการเป็นผู้ตามที่ดีก่อน
พวกเขาจะได้เรียนรู้ความยากลำบากที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง
เมื่อถึงวันที่เขาได้เป็นผู้นำกองร้อย
เขาจะเข้าใจความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชาได้เป็นอย่างดี
อย่างชนิดที่มิอาจบรรยายด้วยคำพูด
บันไดสี่ขั้นของการฝึกความเป็นผู้นำ ประกอบด้วย
๑. การฝึกให้รู้จักการทำงานเป็นทีม เรียนรู้ความสำคัญของแต่ละคน และความสัมพันธ์ในทีม
๒. การฝึกให้รู้จักคิดวิเคราะห์ วางแผน หัดทำ และหัดรับผิดชอบ
๓. การฝึกจนเกิดความเชื่อมั่นในทักษะผู้นำ สามารถพึ่งตนเองและให้ผู้อื่นพึ่งได้
๔. การฝึกให้เป็นผู้นำระดับที่สูงขึ้นไป ให้คิดกว้าง มองไกล คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว และสามารถแก้ปัญหาซับซ้อนได้
กฎแห่งเกียรติยศข้อแรกนั้น กระทำได้ยากที่สุด นักปราชญ์กล่าวไว้ว่า “คนเราโกหกตนเอง มากกว่าที่จะโกหกผู้อื่น” ชีวิตนักเรียนทหารเมื่อเริ่มต้น นักเรียนอาวุโสจะสอนน้องใหม่ ให้ใส่ใจและจริงจังต่อคำพูด คำปฏิญาณ(ที่ว่าจะไม่โกหก)
บทเรียนแรกของการฝึกเป็นผู้นำ จึงอยู่ที่ต้องระมัดระวังในคำพูดของตน
และควรมีชั้นเชิงในการใช้คำพูด แต่เมื่อตกปากรับคำแล้ว
ต้องมีเจตนาที่จะกระทำตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ พวกเขาจริงจังในจุดนี้
และเมื่อปลูกฝังต่อไป นานวันเข้าก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมที่เหนียวแน่
แล้วทุกอย่างก็จะง่ายไปหมด ตัวอย่างเช่น
เมื่อผู้บังคับบัญชาถามว่า เรียบร้อยไหม การที่นักเรียนฯ ตอบว่า
เรียบร้อยครับ คำตอบนั้น มันหมายถึงอย่างนั้นจริง ๆ
ในสังคมของสุภาพบุรุษนักเรียนทหาร จะไม่มีความหวาดระแวงกัน
ไม่ต้องคลางแคลงในเรื่อง การรายงานเท็จ การทุจริตในห้องสอบ ขยายไปจนถึง
การเอาเปรียบ เอาตัวรอด แสวงหากำไร เนื่องเพราะพวกเขาถูกสอนมาให้
สัตย์ซื่อ เสียสละเพื่อส่วนรวม จนถึง สละชีพเพื่อชาติ
ผู้นำทางทหารที่ดี จะเชื่อมั่นในทีมของเขา
ทุกคนจะรู้สึกภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของทีม
ความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจนี้แหละ คือจุดมุ่งหมายของ ระบบเกียรติศักดิ์
ในชีวิตทหารมีหลายโอกาสที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งทันทีโดยไม่ลังเล
แต่ความรู้ที่จำเป็นของทหารก็มีมากมาย เช่น ระบบยศ รายละเอียดในกฎระเบียบ
สมรรถนะของอาวุธ โครงสร้างหน่วย
สิ่งเหล่านี้จำเป็นที่นักเรียนใหม่ต้องเรียนรู้และจดจำ
นักเรียนอาวุโสจะสอนพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วทดสอบอย่างเอาเป็นเอาตาย
นักเรียนใหม่จึงต้องรู้จักทำให้สมองปลอดโปร่งให้ได้
ภายใต้ความกดดันที่รุ่นพี่หยิบยื่นให้
ปีที่ ๑ ของชีวิตนักเรียนทหาร อันเป็นปีแห่งการฝึกหนัก
ทุกข์ทรมาน ที่ทำเช่นนั้น ก็เพื่อให้พวกเขา
รู้จักยอมรับในอำนาจของผู้บังคับบัญชา แต่เมื่อผ่านมันมาได้
พวกเขาจะได้เรียนรู้ถึง ความภาคภูมิใจ และเชื่อมั่นในตนเอง
การฝึกแถวและสวนสนาม ก็สอนให้รู้จักความอดทนแบบทหาร
ส่วนกีฬาหนัก ๆ ไม่ว่าจะเป็น รักบี้ ฟุตบอล ชกมวย
ก็สอนให้พวกเขารู้จักการวางแผนให้ได้ชัยชนะ รู้จักการต่อสู้ในกฎเกณฑ์
แต่เมื่อการต่อสู้สิ้นสุด ก็เป็นอันเลิกแล้วต่อกัน
เกมการฝึกโหดทั้งหลายจะสอนให้พวกเขารู้จักการต่อสู้
เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะอย่างขาวสะอาด ผู้นำทางทหาร
ต้องรู้จักใช้ความดุดัน ก้าวร้าว แต่ต้องสามารถควบคุมมันให้ได้
พวกเขาถือคติว่า “ก่อนชนะต้องดุดัน ชนะแล้วต้องเมตตา”
การฝึกหนักและเกมกีฬาของโรงเรียนทหารนั่นแหละคือ
วิธีที่ดีที่สุดในการฝึกควบคุมอารมณ์ เพราะพวกเขามีเป้าหมายที่สูงขึ้นไป
ที่ต้องฝ่าอีกหลายด่าน แล้วความเชื่อมั่นในตนเองก็จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย
ๆ
ความเชื่อมั่นนั้น
คือคุณสมบัติที่จำเป็นของความเป็นผู้นำ เพราะเมื่อพึ่งตนเองได้
ผู้ตามก็สามารถจะพึ่งพาได้ ผู้ที่ใจถึงพึ่งได้ ยอมได้รับเกียรติ
แล้วในที่สุดเกียรติของพวกเขาที่สั่งสมกันมา
ก็จะกลายเป็นเกียรติของหมู่คณะ เกียรติของสถาบัน
กระบวนการหล่อหลอมความเป็นผู้นำของโรงเรียนทหาร จึงคลุกเคล้ากันระหว่าง
จุดหมายที่ใฝ่ฝัน บรรยากาศของหมู่ลูกผู้ชาย การยอมรับและจริงใจต่อกัน
จิตวิญญาณของการต่อสู้ ความรักชาติ ความมุ่งมั่นอดทน ความภาคภูมิใจ
ความเชื่อมั่นในตัวเอง และความรักเกียรติของหมู่คณะ (ระบบเกียรติศักดิ์)
ระบบการฝึกศึกษาทางทหาร ระบบการปกครองบังคับบัญชา วัฒนธรรมประเพณี
และแบบอย่างในชีวิต เป็นต้น
เกียรติศักดิ์ผู้ครองฟ้า
เด็กหนุ่มส่วนมากฝันที่จะได้เป็นนักบิน
จึงสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนนายเรืออากาศ (นนอ.)
แล้วเขาก็เป็นเพียงหนึ่งในสองร้อยคนที่ผ่านการสอบเข้ามาได้
เมื่อฝันแล้วก็ต้องสู้ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสเพียงใด ขั้นแรก
คือการเผชิญกับสิ่งที่บรรพชนของกองทัพอากาศ พระยาเฉลิมอากาศ
ที่ท่านให้ไว้ “เคยแล้วสบาย”
หมายถึงเคยลำบาก เคยทุกข์ยาก เคยท้อแท้ผิดหวัง ถ้าฟันฝ่าผ่านมันมาได้
ต่อไปมันก็จะสบายเมื่อปลายมือ นนอ.ชั้นปีที่ ๑
จะได้รับการฝึกอบรมให้รู้จัก กฎระเบียบ เรียนเครียด ฝึกหนัก กีฬาสาหัส
แต่เมื่อเขาผ่านกระบวนการเหล่านั้นมาได้ ก็จะมาถึงวันแห่งความปลาบปลื้ม
วันที่พวกเขาได้รับกระบี่สั้น นั้นหมาย ถึงการยอมรับของรุ่นพี่
ที่ให้เข้าเป็นสมาชิกแห่งทีมสปิริตผู้ครองฟ้า
นั่นคือวันที่ช่อชัยพฤกษ์ช่อใหม่ได้เริ่มเบ่งบาน
โรงเรียนนายเรืออากาศ ถอดแบบพิมพ์นิยม ระบบเกียรติศักดิ์นี้มาเต็มรูป
เรามีคำขวัญว่า Smart Academy แม้ฟังดูจะมีกลิ่นนมเนยไปสักหน่อย
เนื่องด้วยชีวิตของพวกเราต้องเหาะไปไหนมาไหนไกล ๆ
แต่ถ้าแปลเป็นไทยก็จะมีความหมายที่อธิบายได้ เพราะคำว่า Smart นั้นคือ เอกลักษณ์ของนักเรียนทหารอยู่แล้ว
นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยหลายคนเคยบอกว่า ต่อให้ถอดเครื่องแบบออก
เห็นข้างหลังยังบอกได้ว่าเป็นนักเรียนเหล่า(นักเรียนนายร้อย
นายเรือ,นายเรืออากาศ) สมาร์ทในภาษาอังกฤษแปลว่า ฉลาด สมาร์ทในภาษาไทยแปลว่า เท่ สมาร์ทในภาษาทหารแปลว่า สง่า ความสง่างามนั้นคือคุณสมบัติของผู้นำ (ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น)ส่วนคำว่า Academy นั้นไม่ใช่ University แม้จะเรียนแบบอุดมศึกษา บ่งบอกว่าเข้มข้นในการฝึกหัด ลงมือปฏิบัติจริง
ความต้องการพิเศษของโรงเรียนนายเรืออากาศ
เหนือกว่าการผลิตบัณฑิตให้สำเร็จไปเป็นพลเมืองดีของประเทศ
เราต้องการนักรบเวหา
ที่สามารถครองเทคโนโลยีอันซับซ้อนและทันสมัยที่สุดได้ เราจึงให้ความ
สำคัญแก่ สมอง
เพื่อให้พวกเขา จะได้สามารถแก้ปัญหาเทคนิคที่ไม่มีใครจะแก้ได้
เมื่อสมองกลในเครื่องเกเร พวกเขาต้องใช้ Smart weapon
โจมตีเป้าหมายให้แม่นยำ โดยมิให้เกิดความเสียหายข้างเคียง
ระบบการซ่อมของเราจึงต้อง ซ่อมทั้งร่างกายและสมองของนักเรียนด้วย
ระบบเกียรติศักดิ์ของโรงเรียนนายเรืออากาศ ขับเน้น ด้วยการให้เกียรติ
ให้โอกาสแก่นักเรียนนายเรืออากาศ สอนเขาอย่างผู้ใหญ่
ให้เขาได้มีโอกาสคิดเองทำเอง ผู้บังคับบัญชาจะเล่นบทโค้ชและกองเชียร์
เมื่อบังเกิดผลสำเร็จ นักเรียนจะภาคภูมิใจ เพราะเป็นผลงานของเขาล้วน ๆ
นี่คือการให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทั้งมวล
ความภาคภูมิใจเช่นนี้ นานวันเข้าจะกลายเป็น ความภาคภูมิ สง่างาม แล้วจะ สมาร์ท เราครองเทคโนโลยี
เครื่องช่วยฝึกของเรา เลยเถิดเกินกว่าจะเรียก E-Learning เพราะเราเป็น
E-Exercise เป็น Simulator (เครื่องจำลองสถานการณ์ฝึก) แล้วบั้นปลาย
เราก็มีเครื่องบินจริง ๆ ให้นักเรียนได้ ฝึกบิน
ความดีที่ทำได้ยาก
“ธงชัยเฉลิมพล
ย่อมนับว่าเป็นยอดเป็นจอมแห่งกองทหารทั้งหลาย สืบมาแต่โบราณ
เป็นหน้าที่ของกองทหารนั้นที่จะต้องระวังรักษาธงนั้นไว้ด้วยความเคารพยิ่ง
เหตุเพราะว่าธงนั้นเป็นเครื่องแสดงเกียรติยศของกองทหาร
เมื่อเวลาเข้าสู่สงคราม
ทหารทั้งปวงจำเป็นต้องพิทักษ์รักษาธงชัยเฉลิมพลสำหรับกองตัวยิ่งกว่าชีวิต
เมื่อเป็นดังนั้น
ธงชัยเฉลิมพลจึงเป็นเครื่องชักนำความองอาจแห่งหมู่ทหารทั้งปวง
ให้ต่อสู้ศัตรูมิให้ย่อหย่อน เมื่อมีความองอาจเช่นนั้น
ก็ย่อมเป็นเครื่องชักนำให้ถึงที่มีชัยชนะโดยความกล้าหาญ...”
พระบรมราโชวาท ร. ๕ พระราชทานแก่ กรมทหารบก พ.ศ. ๒๔๓๕
เกียรติประวัติกว่า ๕๔ ปี ของโรงเรียนนายเรืออากาศ
ในฐานะเบ้าหลอมการสร้างนายทหารหลักให้แก่กองทัพอากาศ
นายทหารในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
โรงเรียนนายเรืออากาศได้รับพระราชทานธงชัยเฉลิมพล เป็นธงประจำโรงเรียน
ที่ยอดธงนั้น บรรจุเส้นพระเจ้า(เส้นพระเกศา)
เป็นเครื่องแสดงเกียรติยศสูงส่ง ยิ่งกว่านั้น กรมนักเรียนนายเรืออากาศ
เป็นหน่วยทหารที่ได้รับพระราชทานเกียรติยศอย่างสูง ให้เป็น
กรมทหารรักษาพระองค์ ทุกปีที่นักเรียนนายเรืออากาศสำเร็จการศึกษา
จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ
พระราชทานปริญญาบัตรและกระบี่จากพระหัตถ์ของพระองค์เอง
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ก็ทรงเป็นนักเรียนนายเรืออากาศ หมายเลข ๗๕๒
เกียรติยศเหล่านั้น ล้นเกล้าล้นกระหม่อม
เต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจของพวกเราทุกวันคืน
นับเป็นสิ่งเตือนใจให้ภาคภูมิและกำกับการกระทำ
ตามที่พวกเราได้ปฏิญาณสาบานตนไว้ว่า จักรักษาไว้ด้วยชีวิต
นายทหารหลักที่สำเร็จจากโรงเรียนนายเรืออากาศ จักต้องมีคุณสมบัติของผู้นำ
สูงกว่าผู้นำในอาชีพอื่น ด้วยยึดมั่นในคุณธรรม พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เลือกที่จะกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ยากลำบากเพียงใด มากกว่า ความไม่ถูกต้อง ที่กระทำได้ง่ายดาย ซึ่งหลวงวิจิตรวาทการท่านเรียกว่า “ความดีที่ทำได้ยาก” สละประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อครอบครัว สละประโยชน์สุขครอบครัวเพื่อ เอกราช และราชบัลลังก์
เสียงามอย่าเสียศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ เสียทรัพย์อย่าเสียอรรถ รอบรู้
เสียชีพอย่าเสียสัตย์ ธรรมะ เสียชาติอย่าเสียสู้ สละชนม์
“ดุสิตสมิต”
พลอากาศโท หม่อมหลวง สุปรีชา กมลาศน์
ผู้บัญชาการ โรงเรียนนายเรืออากาศ
๑๔ มีนาคม ๒๕๕๐
2007/Mar/30
หลักเคารพสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ พระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธเจ้า คือ พระตรัสรู้ธรรม แล้วทรงประกาศสั่งสอนตั้งพระพุทธสาสนาขึ้น พระธรรม คือ สัจธธรม ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และได้ทรงประกาศสั่งสอนเป็นพระศาสนาขึ้น พระสงฆ์ คือ หมู่ชนผู้ได้รับฟังคำสอน ได้ปฏิบัติและได้รู้ตามพระพุทธเจ้า บางพวกออกบวชตาม ได้ช่วยกันนำพระพุทธศาสนาและสืบต่อวงศ์การบวชมาจนถึงปัจจุบันนี้
พระพุทธองคทรงแสดงธรรมที่เปิดทางให้พิศจน์ได้ว่าเป็นสัจจะ(ความจริง) ที่เป็นหลักใหญ่ในพุทธศาสนา คือ อริยสัจ 4 อริยะสัจ แปลว่า " สัจจะของผู้ประเสริฐ (หรือผู้เจริญ) " สัจจะที่ผู้ประเสริฐพึงรู้ "สัจจะที่ทำให้เป็นผู้ประเสริฐ หรือแปลรวบรัดว่า " สัจจะอย่างประเสริฐ" พึงทำความเข้าใจก่อนว่า มิใช่สัจจะตามชอบใจของโลก หรือของตนเอง แต่เป็นสัจจะทางปัญญาโดยตรง อริยะสัจมี 4 คือ
ทุกข์ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ซึ่งมีเป็นธรรมดาของชีวิต และความโสก ความระทม ฯลฯ ซึ่งมีแก่จิตใจและร่างกายเป็นครั้งคราว
สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข ได้แก่ ตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยากของจิตใจ คือดิ้นรนทะยานอยาก เพื่อที่จะได้สิ่งปราถนา เพื่อจะเป็นอะไรต่าง ๆ และจะไม่เป็นในภาวะที่ไม่ชอบต่าง ๆ
นิโรธ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับตัณหา ความดิ้นรนทะยานอยากดังกล่าว
มรรค ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ ทางมีองค์ 8 คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ เพียรพยายามชอบ สติชอบ ตั้งใจชอบ
บางคนเข้าใจว่า พระพุทธศาสนามองโลกในแง่ร้าย เพราะแสดงให้เห็นแต่ทุกข์ และสอนสูงเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจและรับได้ เพราะสอนให้ดับความดิ้นรนทะ ยานอยากเสียหมด ซึ่งเป็นไปได้ยาก แท้จริงแล้วพระพุทธศาสนาไม่ได้มองในแง่ร้ายหรือแง่ดีทั้งสองแต่อย่างเดียว แต่มองในแง่ของสัจจะ คือ ความจริง ซึ่งต้องใช้ปัญญาและจิตใจที่บริสุทธิ์ประกอบกันพิจารณา
ตามประวัติพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้ามิได้แสดงอริยสัจแก่ใครง่าย ๆ แต่ได้ทรงอบรมด้วยธรรมข้ออื่นจนผู้นั้นมีจิตใจบริสุทธิ์พอที่จะรับเข้าใจได้แล้ว จึงทรงแสดงอริยสัจ ธรรมข้ออื่นที่ทรง อบรมก่อนอยู่เสมอสำหรับคฤหัสถ์นั้น คือ ทรงพรรณาทาน พรรณาศีล พรรณาผลของทาน ศีลที่เรียกว่าสวรรค์(หมายถึง ความสุขสมบูรณ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากทาน ศีล แม้ในชีวิตนี้) พรรณาโทษของกาม และอานิสงส์ คือผลดีของการพรากออกจากกาม เทียบด้วยระดับการศึกษาปัจจุบันก็เหมือนอย่างทรงแสดงอริยสัจแก่นักศึกษาชั้นมหาวิทยาลัย ส่วนนักเรียนที่ต่ำลงมาก็ทรงแสดงธรรมข้ออื่นตามสมควรแก่ระดับ พระพุทธเจ้าจะไม่ทรงแสดงธรรมที่สูงกว่าระดับของผู้ฟัง ซึ่งไม่เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย
ฉะนั้น ผู้ที่มุ่งศึกษาแสวงหาความรู้ในสัจจะที่ตอบได้ตามเหตุผล อาจพิจารณาผ่อนลงมาปฏิบัติทั้งที่มีตัณหา คือ ความอยากดังกล่าวอยู่นั้นแหละ แล้วนำไปคิด พิจารณา และลงมือปฏิบัติตามสภาวะของแต่ละบุคคล แม้จะไม่ถึงขั้นสำเร็จมรรคผลนิพพานในขั้นนี้ แต่ก็ได้ชื่อว่า ปฏิบัติบูชาถวายแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
