2007/Sep/07


DR ท่านผู้อ่านหลายท่านคงเคยเห็นคำว่า Dr.มาแล้ว และส่วนใหญ่คงคุ้นเคยและเข้าใจว่า Dr. คือ คำย่อของคำว่า Doctor ซึ่งหมายถึง ผู้ที่จบปริญญาเอกในสาขาวิชาเรียนต่าง ๆ แต่คำว่า DR ที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นคำเฉพาะอีกคำหนึ่งที่นักเดินเรือทุกคนเข้าใจความหมายดี ซึ่งหมายถึง “การเดินเรือรายงาน” (Dead Reckoning) การเดินเรือรายงานเป็นวิธีการเดินเรือด้วยวิธีการคำนวณตำบลที่เรือไว้ล่วงหน้าจากตำบลที่เรือแน่นอนครั้งสุดท้าย ตามเข็ม (Course เป็นทิศทางราบที่เรือแล่นไปในน้ำ) และความเร็วที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ใช้สำหรับวางแผนการเดินเรือ เรียกว่าการ “ขีดเข็ม” คำว่า Dead Reckoning ในภาษาอังกฤษนั้นคำแรกแผลงมาจากคำเดิมว่า Deduced แปลว่า “อนุมาน” ระหว่างเส้นทางในแผนที่เดินเรือ นักเดินเรือจะทำการพล็อต “ที่เรือรายงาน” (Dead reckoning position) หรือ “ที่เรือ DR” ทำให้ผู้นำเรือทราบโดยประมาณว่า ณ เวลาหนึ่งด้วยความเร็วและเข็มที่กำหนดหนึ่ง เรือจะเดินทางไปถึง ณ ตำบลที่แห่งใดตามที่เขาคาดหมาย DR จึงเป็นประโยชน์กับผู้นำเรือสำหรับเตรียมการเพื่อระมัดระวังอันตรายในเรื่องต่าง ๆ ไว้ได้ล่วงหน้าด้วย เช่น เมื่อถึงเวลา ๒๐๐๐ จะเห็นกระโจมไฟ ณ ที่นั้นผู้นำเรือจะต้องเปลี่ยนเข็มไปถือเข็มใหม่ หรือเมื่อถึงเวลา ๐๒๐๐ เส้นทางเรือเดินจะอยู่ในเขตเส้นทางเดินเรือสินค้า ผู้นำเรือก็ต้องระมัดระวังเรือโดนกัน (ชน) เป็นพิเศษ หรือพรุ่งนี้เวลา ๑๘๐๐ เรือจะผ่านแนวพายุ จึงต้องเตรียมจัดเก็บสิ่งของเข้าที่ให้เรียบร้อยเสียก่อนแต่เนิ่นเป็นต้น อาจกล่าวได้ว่า DR ไม่ใช่จุดหมายปลายทางแต่เป็นเรื่องของการเตรียมการไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างมีเหตุผล โดยมี “ความเร็วและทิศทาง” เป็นตัวตั้ง ซึ่งมีความจำเป็นต่อเรือที่ต้องเดินทางในระยะไกล เช่น เรือเดินสมุทรโดยมาก ในความเป็นจริงเมื่อเรือเดินทางไปในท้องทะเลจะเกิด “แนวทางเรือ” (The Ship’s Track) ซึ่งจะไม่ตรงกับที่เรือ DR เสียทีเดียว เพราะมีปัจจัยภายนอกและภายในที่เกี่ยวข้องมากมายเกิดขึ้นระหว่างการเดินเรือ เช่น อุปสรรคจากคลื่นลมหรือเหตุการณ์ที่ไม่ปกติของตัวเรือเอง ผู้นำเรือต้องเปลี่ยนทิศหัวเรือ (Heading) บ้าง เปลี่ยนความเร็วเรือบ้าง เพื่อให้เรือมีความปลอดภัยสูงสุดในเวลานั้น ๆ เมื่อแก้ปัญหาตามสถานการณ์เสร็จแล้วต้องรีบนำเรือเข้าสู่เส้นทาง DR เดินเรือต่อไปจนถึงที่หมายให้ได้ในที่สุด

จุดหมายปลายทางของชีวิตก็เช่นกัน ตามที่กล่าวมาแล้วผู้ที่อยู่เรือจะรู้ว่าการไปถึง ณ ที่แห่งใด ในท้องทะเลก็ยังต้องขีดเข็มแล้ว DR ไปทั้งสิ้น ผู้บังคับการเรือเดินสมุทรที่เดินเรือไปโดยไม่ DR เส้นทางเรือเดินไว้ก่อน มีความเสี่ยงที่จะหลงทางและนำพาผู้คนไปสู่ความวิบัติหายนะด้วยกันกับเขาทั้งสิ้น ท่านผู้อ่านคงไม่อยากเดินทางไปกับผู้บังคับการเรือคนดังกล่าวเป็นแน่ หากเรามองชีวิต ชีวิตเรานั้นมีค่ามากนัก มากกว่าเรือเดินสมุทรเป็นไหน ๆ ตัวเราเป็นผู้นำชีวิตของเราเองเหมือนเราเป็น “ผู้บังคับการเรือชีวิต” ของเราเอง การจะปล่อยให้ชีวิตเดินไปตามยถากรรมไม่กำหนดจุดมุ่งหมายในชีวิตไว้ ย่อมทำให้ชีวิตมีความสุ่มเสี่ยงหมือนเรือลำที่ไม่มี DR เป็นแน่แท้ ดังนั้นเราควรกำหนดเส้นทางชีวิตและกำหนดที่หมายในแผนที่ชีวิตไว้ในใจ ที่หมายในแผนที่ชีวิตต้องเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การไปถึง และเส้นทางชีวิตก็ควรมี DR เป็นตำบลที่ตรวจสอบระดับความสำเร็จระหว่างทางจนไปถึงที่หมายในใจนั้น ตามความเป็นจริงที่หมายหรือเป้าหมายในใจของเราแต่ละคนนั้นอาจต่างกัน บางคนคือการมีครอบครัวที่อบอุ่น สุขสงบใจ บางคนคือความร่ำรวยฐานะเงินทอง บางคนคือความมีเกียรติยศชื่อเสียง แต่การจะไปสู่เป้าหมายนั้นล้วยมีอุปสรรคขวางอยู่ตลอดเส้นทางทั้งสิ้น ต้องอาศัยความเข้มแข็งของชีวิตทั้งทางจิตใจ ทางร่างกาย ทางปัญญา และทางจิตวิญญาณที่มากเพียงพอ จึงจะสามารถผ่านอุปสรรคนานาประการไป กลายเป็นคนมีความสุข กลายเป็นเศรษฐี หรือเป็นคนที่มีเกียรติยศดังที่ตั้งใจไว้ได้ ยิ่งถ้ารู้จักที่จะ DR ชีวิตไว้ตั้งแต่ต้นก็เชื่อได้ว่า “แนวทางชีวิต” (The Life’s Track) ของเราจะมีความสมบูรณ์ ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจหวังได้มากขึ้น

ผู้เขียนได้วิเคราะห์ชีวิตราชการทหารของนายทหารสัญญาบัตรที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือ หรือที่เรียกกันว่า “นายทหารโรงเรียน” แล้ว เห็นว่าสามารถเปรียบเทียบลำดับความก้าวหน้าทางการงานและความก้าวหน้าทางการเงินของนายทหารโรงเรียน กับการเดินทางของเรือเดินสมุทรได้ และสามารถ DR ได้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๙ ผู้เขียนได้มีโอกาสบรรยายเรื่องดังกล่าว ให้นายทหารใหม่ที่ไปช่วยปฏิบัติราชการที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้รับทราบเป็น DR ชีวิตด้านการงาน ๓ ช่วง DR ชีวิตด้านการเงิน ๔ ช่วง และหลักการ DR ชีวิตครอบครัวอีก ๓ ประการ หลายคนที่ได้ฟังบรรยาย ผู้ฟังบรรยายได้เสนอแนะให้ผู้เขียนเผยแพร่แนวความคิดนี้ให้ “นายทหารโรงเรียน” รุ่นต่อไปได้รับทราบ และควรเผยแพร่ในวงกว้างด้วย เนื่องจากในหลายประเด็นที่กล่าวถึงสามารถปรับใช้ได้กับชีวิตของผู้คนโดยทั่วไป โดยเฉพาะท่านที่เป็นข้าราชการมีเงินเดือนประจำ ผู้เขียนจึงได้เรียบเรียงปรับปรุงบทความที่บรรยายดังกล่าวเสียใหม่ นำมาเผยแพร่ไว้ ณ ที่นี้ โดยหวังว่าจะให้เป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านได้บ้างไม่มากก็น้อย



เนื้อเรื่อง

ท่านทุกคนในที่นี้ล้วนมีความรู้และความตั้งใจเรียนมาแต่อดีต จึงสามารถสอบผ่านการคัดเลือกมาเป็นนักเรียนเตรียมทหารและนักเรียนนายเรือได้ ท่านใช้เวลาในการศึกษา ร่ำเรียน มารวมเวลาได้เจ็ดปี บัดนี้จบมาเป็นเรือตรีได้สิบเดือนแล้ว เหมือนกับว่าท่านได้เดินทางมาถึงตำบล DR แรกของชีวิตข้าราชการทหารเรือ ณ ตำบลที่ DR แรกนี้ถือว่าเป็นจุดที่มีสาระมากทีเดียวคือ ได้เป็นนายทหารสัญญาบัตรรับเงินเดือน น.๑ ชั้น ๘ ๘,๔๓๐.-บาท มีหน้าที่ การงานเป็นนายทหารฝึกที่ต้องมีความรับผิดชอบ แต่ตามความเป็นจริงถ้าถามท่านว่า มีความรู้เพียงพอแก่หน้าที่แล้วหรือไม่? หลายคนตอบในใจว่า “ไม่” แล้วในเรื่องเศรษฐกิจส่วนตัวละ! ท่านมีรายได้พอกินพอใช้และเหลือเก็บออมหรือไม่? ส่วนใหญ่แล้วจะตอบในใจว่า “ไม่” อีกเช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะที่ผ่านมา ๑๐ เดือน ท่านได้หมดทรัพย์ไปกับเรื่องไม่ควรอยู่มาก ขณะนี้ใครรวมเงินเก็บได้ไม่ถึงหนึ่งในสี่ของเงินเดือนที่รับมา ๑๐ เดือน ซึ่งเป็นเงินประมาณ ๒๑,๐๗๕.-บาท ล้วนเป็นผู้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปรับตัวทั้งสิ้น คำสอนในพุทธศาสนาได้กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องความสุขทางโลกของมนุษย์ว่า มนุษย์มีสุขจากการมีทรัพย์และมีสุขจากการใช้ทรัพย์ สำหรับการใช้ทรัพย์นั้นท่านสอนว่าควรใช้ทรัพย์ไปในเรื่องอันควร ๔ ประการ ได้แก่ เพื่อความสุขของตนเอง ญาติพี่น้อง มิตรสหาย และการทำบุญกุศล แต่ถ้าใช้ทรัพย์ไปกับเรื่องอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวไว้แล้วนี้ ถือเป็นเรื่องไม่อันควร การใช้ทรัพย์หมดไปกับเรื่องการพนัน การเที่ยวเตร่มัวเมา การดื่มสุราสูบบุหรี่ ถือว่าเป็นการใช้ทรัพย์ให้หมดไปกับเรื่องไม่อันควรทั้งสิ้น เพราะ ไม่ได้ใช้ทรัพย์ไปเพื่อความสุขของตัวเองอย่างแท้จริง กล่าวคือ การพนันทำให้ภาวะจิตสะสมความโลภ นิยมความเสี่ยงและความเห็นแก่ตัว สุมสร้างนิสัยเอาเปรียบผู้ด้อยกว่า คนที่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว คือผู้ที่ทำร้ายตนเอง เพราะสุราทำลายสมองและบุหรี่ทำลายปอดโดยตรง ตามข้อเท็จจริงแล้วมนุษย์มีอายุเฉลี่ยประมาณ ๗๐ ปี คิดเป็นเดือนได้เพียง ๘๔๐ เดือน หรือ ๒๕,๒๐๐ วัน ขณะนี้ท่านอายุ ๒๔ ปีเศษ คงเหลืออายุเพียง ๔๖ ปี หรือ ๕๕๒ เดือน หรือประมาณ ๑๖,๐๐๐ วันเท่านั้น หาก ท่านไม่รักชีวิตตนเอง ด้วยการไปเสพสุราและสูบบุหรี่ก็อาจจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึง ๑๖,๐๐๐ วัน หรือมีชีวิตใน ๑๖,๐๐๐ วันอย่างไม่มีความสุข เพราะสุขภาพเสื่อมโทรมมีโรคภัยไข้เจ็บ ดังนั้นท่านจึงควรเลิกเหล้า ลดบุหรี่เสียแต่บัดนี้ นอกจากจะได้สุขภาพที่ดีแล้ว จะได้ไม่จนทรัพย์อย่างโฆษณาดัง ๆ ที่ว่า “เลิกเหล้าเลิกจน” และได้ปฏิบัติตนตามโครงการ ลด ละ เลิก บุหรี่ของกองทัพเรืออีกด้วย ที่สำคัญท่านจะได้ชื่อว่า “เป็นผู้มีจิตใจเข้มแข็ง” คนหนึ่ง สำหรับ เรื่องผู้มีจิตใจเข้มแข็งนั้น หลวงวิจิตรวาทการ ปราชญ์แห่งแผ่นดินรัตนโกสินทร์ ท่านได้เคยให้คำนิยามไว้ว่าเป็นผู้ที่ไม่ยอมแพ้และความทะยานอยากที่จะทำใน สิ่งดี ซึ่งท่านที่จบจากโรงเรียนนายเรือมาควรมีลักษณะเป็นคนเช่นนั้น จึงหวังว่าท่านทุกคนจะตระหนักในตำบลที่ DR แรกของท่านนี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิต การทำงานและชีวิตส่วนตัวของท่าน ท่านควรเริ่มต้นเดินทางไปด้วยความมั่นคง กล่าวคือรีบหาความรู้เพิ่มเติมให้เพียงพอต่อหน้าที่และควบคุมการใช้จ่ายในชีวิตส่วนตัวให้เป็นไปโดยเหมาะสม ยิ่งถ้าการใช้จ่ายเป็นไปตามแนวทางพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ที่ทางราชการรณรงค์ในปีมหามงคลที่พระองค์ทรงครองราชย์ครบ ๖๐ ปี ด้วยแล้วก็จะเป็นฤกษ์ดีสำหรับท่านที่ถือปฏิบัติด้วย

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ามนุษย์ส่วนใหญ่มีความหวัง แต่มนุษย์คนที่จะทำได้สำเร็จอย่างที่หวังนั้นมีไม่มากนัก เพราะความสามารถในการรักษาความตั้งใจได้อย่างต่อเนื่องและความเป็นคนมีจิตใจเข้มแข็งนั้นต่างกันนั่นเอง จึงขอให้ท่านซึ่งมีความตั้งใจที่เรียนจนจบมารับราชการเป็นเรือตรีแล้ว จงรักษาความตั้งใจไว้อย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญในกองทัพเรือกันทุก ๆ คน ทำไมผู้บรรยายจึงประสงค์จะให้ท่านได้เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ ก็เพราะยิ่งท่านมีอำนาจมาก ท่านก็จะสร้างประโยชน์ให้กับผู้คน ในสังคมกองทัพเรือและตัวเองได้มากนั่นเอง อย่างไรก็ตามขอให้ตระหนักในทางกลับกันว่าอำนาจยิ่งมาก แต่ใช้ไม่ถูกหลักการก็ทำลายผู้คนในสังคมกองทัพเรือและตัวท่านเองได้มากเช่นกัน

ตามข้อมูลทางกำลังพลในปัจจุบัน ท่านจะครองยศเป็นเรือตรี ๒ ปี เรือโท ๓ ปี เรือเอก ๔ ปี นาวาตรี ๔ ปี นาวาโท ๔ ปี นาวาเอก ๕ ปี และนาวาเอกพิเศษประมาณ ๑๐ ปี ส่วนปีที่เหลือนั้นท่านจะได้เป็นนายพลเรือ รวมเวลารับราชการได้ ๓๖ ปี ถ้ารวมรายได้ของท่านตั้งแต่เป็นเรือตรีจนเกษียณอายุราชการแล้วจะพบว่าท่านมีรายได้รวมเป็นเงินกว่า ๒๓ ล้านบาท เปรียบเหมือนท่านทุกคนมีน้ำอยู่เต็มตุ่มแล้วคนละ ๑ ตุ่ม จะเชื่อก็ดีไม่เชื่อก็ดี ขอให้ไปดูในรายละเอียดที่ได้คำนวณมาในตารางท้ายบทความนี้ และผู้บรรยายขอให้ท่านไปหาความจริงในใจตัวเองว่า น้ำในตุ่มนี้เพียงพอสำหรับชีวิตนี้หรือไม่? ถ้า ๒๓ ล้าน ในตุ่มใบนี้เพียงพอแก่ชีวิตท่านแล้ว ก็ขอให้ท่านจงเดินตามเส้นทางนี้ตาม DR นี้อย่างระมัดระวัง โดยใช้ความซื่อสัตย์เพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยทั้งที่มองเห็นและที่มองไม่เห็น ใช้ความรู้ความสามารถเป็นดาบคอยฟาดฟันอุปสรรคต่าง ๆ ที่ขวางทางสำเร็จของท่าน ผู้บรรยายเชื่อว่าเพียงความซื่อสัตย์และความรู้ที่มีเหมาะสมแก่หน้าที่สองอย่างเท่านี้ ก็สามารถจะนำพาชีวิตท่านไปได้ตาม DR ที่วางไว้และถึงจุดหมายปลายทางแห่งชีวิตราชการทหารเรือกันได้ทุกคน ที่ ผ่านมามีเรือที่ออกจากท่าเสือซ่อนเล็บคือ ท่านเทียบเรือที่โรงเรียนนายเรือก่อนท่านหลายลำ หลายคนที่เห็นว่าการได้ทรัพย์จำนวนมากตอนอายุ ๖๐ ปีนั้นช้าไปและไม่ทันใช้ จึงได้ลาออกไปทำงานอื่นๆ ที่เงินดีกว่าถือเป็นการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตการงานไป ปีที่แล้วก็มีเรือที่ออกจากท่ามาก่อนท่าน ๑ ปี ปีหน้าก็จะมีเรือลำใหม่ออกตามมาอีก ซึ่งล้วนมาตามเส้นทางเรือเดิน DR เดียวกัน มีผู้รู้ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่าในการรับราชการเป็นทหารเรือนั้น สามารถแบ่งชีวิตการรับราชการของนายทหารโรงเรียนได้เป็นช่วงสำคัญ ๆ ได้ ๓ ช่วง ในแต่ละช่วงให้ความสำคัญกับความรู้ ฝีมือ และวาสนาตามลำดับ คือช่วงเป็นเรือตรี – เรือเอกนั้น ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ ช่วงที่ ๒ คือ ช่วงเป็นนาวาตรี – นาวาเอกพิเศษขึ้นอยู่กับฝีมือซึ่งหมายถึงความสามารถ และช่วงที่ ๓ คือ ช่วงนายพลเรือนั้น ขึ้นอยู่กับวาสนาเป็นสำคัญ ผู้บรรยายจึงขออนุญาตนำช่วงการปฏิบัติราชการดังกล่าวนี้มากำหนดเป็น DR ด้านการทำงานให้ท่านใช้เป็นเกณฑ์ดำรงตน ณ ตำบลที่ DR ต่าง ๆ อย่างเหมาะสมต่อไป ดังนี้

๑. DR ที่ ๑ คือ เรือตรี – เรือเอก เป็นช่วงที่ท่านจะดำรงตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบไม่มากนัก เช่น เป็นผู้บังคับหมวด ผู้ควบคุมเรือ ผู้บังคับการเรือชั้น ๓ และตำแหน่งเล็ก ๆ ในฝ่ายอำนวยการต่าง ๆ ของหน่วยงาน ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำระดับต้น จึงต้องทำตนให้คนเห็นโดยหลักการทางทักษะ ท่านต้องเป็นผู้มีความชำนาญในงานทางเทคนิคหรือมีความเชี่ยวชาญในงานตามหน้าที่นั้น ๆ เพราะท่านต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ใต้บังคับบัญชามาก ขณะเดียวกันท่านยังมีฐานะเป็นผู้น้อยด้วย ท่านจึงต้องตั้งใจทำงานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายอย่างตั้งใจและต้องจดสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านไป ทั้งที่สำเร็จและล้มเหลวของตนเองและผู้อื่น

ท่านต้องแสวงหาความรับผิดชอบเพื่อสั่งสมประสบการณ์ของท่านเอง ทางทฤษฎีถือว่าความเป็นผู้ที่รู้จักที่จะสั่งสมประสบการณ์นั้น มีผลต่อความเจริญของชีวิตในภายหน้ามากกว่าการมีชาติกำเนิดและสิ่งแวดล้อมที่ดีเสียอีก และขอให้ท่านทราบอีกประการหนึ่งว่าคนเราเกิดมาทุกคนล้วนมีสำนึกแบบที่ดี คือ รู้ผิดชอบชั่วดี “รู้ถูก – ผิด” และสำนึกแบบไม่ดีคือ “มีความเห็นแก่ตัว” ติดมาด้วยกันทุกคน เมื่อท่านทราบเรื่องความสำนึกตามธรรมชาตินี้แล้ว ท่านต้องลดสำนึกแบบที่ไม่ดีในตัวท่าน คือ ความเห็นแก่ตัวลงไปให้มากเท่าที่จะทำได้ และเพิ่มสำนึกแบบที่ดีคือ ความรู้ถูก – ผิดในตัวท่านให้มีมากขึ้นไป “ถ้ารู้ว่าถูกให้ทำ ถ้ารู้ว่าผิดอย่าทำ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าถูกหรือผิดให้ถาม” ช่วงนี้ของชีวิตการงานท่านต้องมองไปเบื้องหน้า อย่างมีความหวังมีกำลังใจที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างต่อเนื่อง อดทน อดกลั้น ฝึกฝน พัฒนาคุณธรรมในตัวเองควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้ สร้างและดำรงจุดมุ่งหมายที่ดีงามในใจไว้ให้ได้ ยกตัวอย่างในปัจจุบันท่านมีตำแหน่งเป็นนายทหารฝึก ก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียนจ่า แต่เมื่อมีเวลาว่างมากพอท่านควรจะเรียนรู้ฝึกฝนตนเอง ให้มีความพร้อมที่จะลงทำงานเป็นนายทหารประจำเรือในปีหน้าด้วย ท่านควรศึกษาว่า ในช่วงชั้นยศต่าง ๆ ตาม DR ชีวิตท่านน่าจะมีภาระงานอะไร เช่น เมื่อท่านครองชั้นยศเป็นเรือเอก ท่านควรมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับการเรือชั้น ๓ ท่านต้องมีความรู้ความสามารถในเรื่องการนำเรือยุทธวิธีเรือผิวน้ำ หรือรู้หลักการปกครองบังคับบัญชาทหารเป็นต้น จึงขอให้เร่งสะสมความรู้ และประสบการณ์ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ทันเวลาเพียงพอเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวเมื่อโอกาสนั้นมาถึงต่อไป

๒. DR ที่ ๒ คือ นาวาตรี – นาวาเอกพิเศษ บางช่วงของ DR นี้ ท่านต้องเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรที่สำคัญตามที่กองทัพเรือกำหนด ได้แก่การเรียนในหลักสูตรเสนาธิการทหารเรือ และในวิทยาลัยการทัพเรือ ซึ่งท่านต้องตั้งใจศึกษาอย่างเต็มความสามารถ เพื่อทบทวนเพิ่มพูนความรู้ของท่านให้เพียงพอแก่หน้าที่การงานของท่านในโอกาสต่อไป เมื่อจบการศึกษาแล้วจะเข้าสู่ช่วงที่ท่านต้องดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจและความรับผิดชอบมากขึ้น ท่านจะมีฐานะเป็นผู้นำหน่วย เป็นผู้บริหารระดับต้นและผู้บริหารระดับกลาง เช่น ผู้บังคับการเรือขนาดใหญ่ ผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรมหรือเป็นเสนาธิการกองเรือ เป็นต้น ท่านต้องมีผู้ใต้บังคับบัญชามากขึ้น จึงต้องสั่งการและประสานงานกับบุคลในระดับต่าง ๆ มากขั้น ขณะเดียวกันท่านกลับมีเวลาและโอกาสที่จะทำความเข้าใจกับผู้คนที่เกี่ยวข้องกับท่านได้น้อยลง ดังนั้นในช่วงเวลานี้จึงเป็นระยะพิสูจน์ฝีมือในการนำหน่วย การบริหารการจัดการงานอันมากหลายที่ผ่านเข้ามา ให้ท่านต้องพิจารณาตัดสินใจ จะดีจะเลวนั้นอยู่ที่ฝีมือของท่าน ระยะ นี้ท่านจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับหลักมนุษยสัมพันธ์และต้องมีระบบความคิด ที่เป็นของตัวเองโดยยึดถือกฎระเบียบ และดำรงมโนธรรมในตนองไว้ให้มาก เพื่อส่งเสริมภาพพจน์ที่ดีงามของท่าน จงใช้ทั้งอำนาจหน้าที่และอำนาจทางศีลธรรมให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม จนปรากฎเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับท่าน ทั้งที่อยู่ใกล้ชิดและที่อยู่ห่างไกลท่าน ท่านจะคิดหรือทำสิ่งใดต้องระลึกในใจเสมอว่าทำไปแล้ว “เงยหน้าต้องไม่อายฟ้า ก้มหน้าต้องไม่อายดิน” ท่านต้องมีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดอยู่บนความถูกต้องเป็นเสาหลักให้กับหน่วยงานของท่านได้อย่างมั่นคง

๓. DR ที่ ๓ คือ นายพลเรือถือเป็นผู้บริหารระดับสูงของกองทัพเรือ ช่วงนี้ท่านจะได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการเป็นแม่ทัพ ซึ่งถือว่าท่านได้เดินทางมาถึงจุดที่มีอำนาจและความรับผิดชอบมากที่สุดในชีวิตการงานของท่านเองแล้ว หากท่านถึงพร้อมด้วยความรู้ ความสามารถ และวาสนาได้เป็นนายพลเรือ ท่านควรใช้อำนาจและความรับผิดชอบที่มีมากที่สุดของท่านในชีวิตนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวมในขอบเขตที่ท่านรับผิดชอบด้วยการตัดสินใจที่ถูกต้อง หลังจากที่ท่านเกษียณอายุราชการแล้ว เมื่อย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องที่เคยตัดสินใจ เคยสร้าง เคยทำไว้ ท่านจะได้มีความสุขสงบ สามารถมองไปเบื้องหลังอย่างภูมิใจตลอดเส้นทาง DR ชีวิตด้านการงานทั้ง ๓ ช่วงนี้ ถ้าเรือท่านเครื่องแรง ความรู้ดี ก็เร็วกว่า DR แซงพี่กันไปได้บ้าง ถ้าเครื่องไม่แรง ความรู้น้อย ก็ช้ากว่า DR ทำให้เรือของน้องแซงท่านไปได้บ้างนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ผู้บรรยายขอให้ท่านตระหนักว่าระดับความรู้ของท่าน คือระดับกำลังแท้ ๆ เป็นกำลังสุทธิของเรือ ส่วนแรงอื่น ๆ เช่น แรงของการอุปถัมภ์เป็นเพียงกำลังเสริมเหมือนการแล่นเรือตามน้ำตามลมเอาแน่เอานอนไม่ได้ และจะหวังเป็นที่พึ่งตลอดการเดินทางชีวิตของท่านไม่ได้ ท่านควรต้องเดินชีวิตตาม DR ที่ท่านกำหนดไว้ให้มั่นคง โดยต้องปรับแต่งหางเสือไปตามสถานการณ์ ส่วนทางด้านเศรษฐกิจนั้นท่านควรวางแผน DR ใช้เงินด้วยเช่นกัน และเพื่อเป็นแนวทางอย่างง่าย ๆ ผู้บรรยายได้กำหนดสมมุติฐานว่าท่าน ได้จบการศึกษาเมื่ออายุ ๒๔ ปี และจะได้รับการพิจารณาบำเหน็จประจำปี แบบขึ้นคงที่ปีละ ๑.๕ ขั้น ใน ๖ เดือนแรก ๐.๕ ขั้น ใน ๖ เดือนหลังอีก ๑ ขั้น ท่านเกษียณราชการที่อายุ ๖๐ ปี จึงมีอายุราชการรวมทั้งสิ้น ๓๖ ปี รายละเอียดเป็นไปตาม “ตาราง DR ผู้บังคับการเรือ” สำหรับ DR ทางด้านการเงินซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในตารางนั้น ผู้บรรยายได้แบ่งและสรุปไว้เป็นช่วงสำคัญ ๆ ได้ ๔ ช่วง ตามลำดับ ดังนี้

๑. DR ที่ ๑ – DR ที่ ๕ คือ ช่วงเรือตรี – เรือโท รวมเวลา ๕ ปี เป็นช่วงที่ท่านส่วนใหญ่คงยังเป็นคนโสด เงินเดือนคือรายได้หลักของท่านตลอด ๕ ปี รวมได้ประมาณ ๕๙๓,๑๖๐.-บาท ช่วงนี้ท่านควรใช้จ่ายเงินเฉพาะในเรื่องที่จำเป็น เช่น การบริโภคการอุปโภค การอุปการะบุพการี การกีฬา สันทนาการ และการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นสำคัญ เมื่อครบ ๕ ปี ถ้าเก็บออมหนึ่งในสี่ตามหลัก “การทำบัญชีครัวเรือน” ท่านจะมีเงินออมประมาณ ๑๔๘,๒๙๐.-บาท ถ้าแต่งงานมีครอบครัวในช่วง DR นี้ ท่านก็ไม่ต้องกู้เงินสวัสดิการมาจัดงานแต่งเป็นการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่มั่นคงของท่านและครอบครัวต่อไปด้วย

๒. DR ที่ ๖ – DR ที่ ๑๗ รวมเวลา ๑๒ ปี คือ ช่วงเรือเอก – นาวาโท ประมาณการรายได้ของท่านใน ๑๒ ปี นี้เป็นเงินประมาณ ๒,๗๗๔,๕๒๐.-บาท ขณะนี้ท่านส่วนใหญ่น่าจะมีครอบครัวแล้ว บางท่านก็มีบุตรที่ยังเล็กอยู่ด้วย ประมาณการว่าบุตรส่วนใหญ่ยังเรียนอยู่ในชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษา ดังนั้นนอกจากภาระขั้นพื้นฐานจาก DR ที่ ๑ – ๕ ท่านคงมีภาระมากขึ้นในเรื่องค่าเลี้ยงดู ค่าเล่าเรียนบุตร บางท่านอาจเช่าซื้อรถ เช่าซื้อบ้านเป็นของตนเองในช่วงนี้ด้วย ท่านยิ่งต้องประหยัดการใช้จ่ายให้มากขึ้นไปอีก ช่วงเวลานี้ถ้าท่านบริหารจัดการเงินไม่ดีพอ และมีความเครียดทางเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบกับหน้าที่การงานได้ เพราะงานของท่านเริ่มมากขึ้นหรือกระทบกับการศึกษา เพราะบางช่วงของ DR นี้ ท่านต้องเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรนายทหารพรรคนาวิน และเรียนในหลักสูตรเสนาธิการทหารเรือ ซึ่งต้องใช้พลังความคิดเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามถ้าท่านเก็บออมตามหลักการ “ใช้สามส่วนออมหนึ่งส่วน” ได้ เมื่อผ่านช่วง DR นี้ไป ท่านจะมีเงินออมเพิ่มมาอีกประมาณ ๖๙๓,๖๓๐.-บาท นอก จากนี้ท่านยังสามารถนำเงินออมนี้ไปลงทุนแบบไม่มีความเสี่ยง โดยฝากไว้กับสหกรณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่มากในกองทัพเรือหรือทำประกันชีวิตได้ต่อไปอีกด้วย

๓. DR ที่ ๑๘ – ๒๗ คือ ช่วงนาวาเอก – นาวาเอกพิเศษ เป็นช่วงที่ท่านเริ่มดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจและความรับผิดชอบมาก ขณะเดียวกันท่านจะเริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นมากด้วย เพราะนอกจากเงินเดือนแล้ว ท่านที่ดำรงตำแหน่งก็จะได้รับเงินตำแหน่ง เงินตอบแทนพิเศษ รวมถึงบางตำแหน่งที่จะได้รับค่าพาหนะอีกด้วยประมาณการว่าช่วง DR ที่ ๑๘ – DR ที่ ๒๗ นี้ ท่านมีรายได้รวมประมาณ ๖,๙๕๙,๑๐๐.-บาท อย่างไรก็ตามภาระทางการเงินของท่านในช่วงนี้ ก็จะมากตามตัวไปด้วย เนื่องจากบุตรเริ่มเรียนสูงขึ้น บุตรของท่านบางคนอาจเรียนถึงระดับมหาวิทยาลัย ท่านต้องกันเงินเป็นต้นทุนทางการศึกษาให้กับบุตรมากกว่าเดิม นอกจากนี้สุขภาพของท่านบางคนเริ่มไม่แข็งแรงเหมือนเดิม เนื่องจากการตรากตรำทำงานมานาน ก็จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพมากยิ่งขึ้นไปด้วย งานทางสังคมที่มีรายจ่ายก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ท่านหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ถ้าท่านมีความตั้งใจที่จะเก็บออมตามหลักการเดิม ท่านก็จะมีเงินเก็บเมื่อชีวิตผ่านช่วง DR นี้ ไปอีกเป็นเงินประมาณ ๑,๗๓๙,๗๗๕.-บาท

๔. DR ที่ ๒๘ - ๓๖ คือ ช่วงนายพลเรือ ตามประมาณการจะพบว่าเป็นช่วงเวลาที่ท่านได้ผ่านพ้นปัญหาทางเศรษฐกิจที่เคยมีอยู่ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เพราะรายได้ตลอด ๙ ปี ใน DR สุดท้ายของท่านนี้ เป็นเงินรวมประมาณ ๑๒,๐๑๕,๔๘๐.-บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่มากมายทีเดียว ในขณะเดียวกันภาระทางครอบครัวอันเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของบุตรก็อาจหมดไป เนื่องจากบุตรส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษา รถยนต์และบ้านที่เช่าซื้อมาก็น่าจะหมดไปนานแล้วด้วย สำหรับสุขภาพในวัยหลัง ๕๐ ปี ถ้าท่านดูแลตนเองด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลด ละ เลิก สุรา บุหรี่ บริโภคอาหารที่เป็นประโยชน์ ให้ความสนใจกับโรคประจำตัวของตน และ มองโลกในมุมบวก มีเมตตาธรรมกับทุกผู้คนจะทำให้จิตใจท่านมีความสุข รายจ่ายในเรื่องการรักษาพยาบาลเนื่องจากการเจ็บป่วยก็จะมีน้อยลงไป สำหรับเงินออมในช่วงนี้แม้ท่านเก็บเพียง ๑ ใน ๔ ส่วน ก็ยังได้มากถึง ๓,๐๐๓,๘๗๐.-บาท รวมมีเงินออกตั้งแต่ต้นมาไม่น้อยกว่า ๕,๕๘๕,๕๖๕.-บาท นอกจากนี้ท่านจะได้รับเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญเมื่อถึงวันเกษียณนี้อีก ๑,๒๓๙,๕๓๙.-บาท

รวมแล้วเป็นเงิน ๖,๘๒๕,๑๐๔.-บาท ซึ่งท่านสามารถเพิ่มมูลค่าของมันด้วยการลงทุนโดยการฝากสหกรณ์ ถ้านำดอกเบี้ยของเงินฝากมารวมกับเงินบำนาญรายเดือนหลังเกษียณ ท่านจะมีรายได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ ๗๐,๑๒๕.-บาท เชื่อว่าพอใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข (โดยส่วนตัวผู้บรรยายตั้งใจว่าปลายช่วงชีวิตนี้จะแบ่งเงินประมาณ ๗ ล้าน นี้เป็น ๕ ส่วน ไว้ใช้เมื่อจำเป็น ๑ ส่วน อีก ๔ ส่วนจัดตั้งเป็นกองทุนสำหรับลูกหลานและผู้คนรุ่นหลัง ๆ ที่เกิดในตระกูลบิดาและมารดาของผู้บรรยายและของภริยา ได้มีใช้จ่ายเพื่อการศึกษา) เมื่อท่านพิจารณารายได้จากตาราง DR ตลอด ๓๖ ปี โดยละเอียดท่านจะทราบทันทีว่า เมื่อใดท่านควรมีอะไรตามกำลังรายได้ขณะที่ท่านครองยศใน DR นั้น ๆ ผู้บรรยายเชื่อว่าการใช้จ่ายอย่างเหมาะสมให้สัมพันธ์กับแผนรายได้ล่วงหน้าที่รอบคอบทำนองนี้ จะทำให้ท่านไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวเป็นอันขาด และยิ่งถ้าท่านรู้จักประโยชน์ของการออมเงินประโยชน์ของการลงทุนและโทษร้ายของการกู้เงินด้วยแล้ว ก็เชื่อว่าท่านจะเกษียณอายุราชการอย่างมีความสุข เพราะทั้งบำนาญและเงินเก็บที่สะสมมาตั้งแต่ต้นของชีวิตการทำงาน จะทำให้ท่านมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากพอนั่นเอง

จากที่ผู้บรรยายได้สรุป DR ชีวิตด้านการงานและการเงินเป็นช่วง ๆ ได้นั้น ก็เพื่อให้ท่านเห็นภาพโดยรวมได้ชัดเจนขึ้น ท่านสามารถนำไปพิจารณาปรับแต่งให้เหมาะสมกับตัวของท่านตามที่จะเห็นสมควร อย่างไรก็ตามเมื่อท่านวาง DR ชีวิตแล้ว ก็ต้องตระหนักว่าเราไม่สามารถยึดถือว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามนี้ ตามนั้นทั้งหมด เพราะปัจจัยทั้งภายในตัวเราเองและปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมได้ยาก ล้วนเป็นความเสี่ยงที่ทำให้จุดหมายในชีวิตไม่สามารถเป็นไปตามที่คาดหวังได้ทั้งสิ้น จึงขอให้ท่านรู้เท่าทันความเสี่ยงตลอดช่วงชีวิตรับราชการของท่าน ปัจจัยภายในที่เราพอควบคุมได้นั้นเป็นเรื่องของความสามารถทางปัญญา (IQ) ทางอารมณ์ (EQ) และทางจิตวิญญาณ (SQ) ในตัวท่านเป็นสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อใดท่านมีตำแหน่งที่อำนาจ หน้าที่ไปเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจที่มีความเสี่ยงในเรื่องผลประโยชน์บางประการ ท่านต้องสามารถรักษาความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ไว้ให้ได้ เหมือนดั่งการรักษาทิศหัวเรือไม่ให้ผิดซ้ายผิดขวา เพราะผลประโยชน์บางอย่างเหมือนหินใต้น้ำข้างกราบเรือที่ท่านมองไม่เห็น ซึ่งมีอันตรายมาก การรักษาให้เรือเดินอยู่บนเส้นทาง DR ไว้ได้จึงปลอดภัยที่สุด เหมือนท่านยึดถือกฎระเบียบข้อบังคับเป็นหลักในการทำงาน จะทำให้ท่านปลอดภัยที่สุด การใช้ตำแหน่งหน้าที่ให้ได้ทรัพย์มาโดยไม่สุจริตหรือไม่พึงได้ อาจทำให้ท่านมีฐานะดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็เหมือนกับท่านกำลังเดินเรือลัดจากเส้นทางปกติ ไปใช้เส้นทางที่ต้องฝ่าผ่านแนวหิน ปริ่มน้ำแทน เรือท่านอาจไปได้เร็วกว่าลำอื่นแต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกยหินมาก มันอาจเป็นการนำความทุกข์ยากใจมาให้ท่านในที่สุดด้วย “ข้าราชการ” มีความหมายว่า ผู้รับใช้พระราชา การฉ้อราษฎ์และบังหลวงนั้น เป็นสิ่งที่ผู้รับใช้พระราชาไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นการกระทำที่ไม่ดีเป็นการกระทำที่จะบั่นทอนชีวิตการงานของท่านเอง มันจะทำร้ายท่านได้อย่างที่คาดไม่ถึง และป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านไม่สามารถใช้น้ำในตุ่มได้ตามเวลาอันควรด้วย และถ้าเป็นความชั่วที่เป็นกรรมหนักมันจะถ่วงและทำให้ท่านไม่สามารถเดินทางไปถึงที่หมายของชีวิตได้เลยที่ผ่านมา เรือบางลำเครื่องแรงมาก คือ มีความรู้มากแต่ตัวเรือเปราะบางคือมี ความซื่อสัตย์สุจริตน้อย เหมือน Speed Boat ไปได้เร็วในทะเลเรียบแต่ก็ได้ระยะทางเพียงสั้นๆ สุดท้ายต้องอับปาง เพราะคลื่นลมเพียงเล็กน้อยหรือต้องออกนอกเส้นทางเรือเดินไปก็มีจึงขอให้ท่านได้รับทราบและตระหนักในเรื่องนี้ไว้ให้มาก เพราะท่านเป็นผู้นำทางทหาร ทุก คนจำเป็นต้องมีหลักการที่ถูกต้องและมั่นคงคือ ต้องมีความรู้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และมีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นคุณธรรมเบื้องต้น เป็นพื้นฐานในการพัฒนาคุณธรรมด้านอื่นๆ ของตนเองเพื่อลดความเสี่ยงเพลี่ยงพล้ำต่อไป

ท่าน เป็นนายทหารโรงเรียน เป็นผู้ที่มีต้นทุนทางสังคมสูง ทางด้านงานปกครองโดยทั่วไปทั้งนายทหารประทวน นายทหารชั้น ข.และนายทหารปริญญา มักให้เกียรตินับถือท่าน มักเรียกท่านว่า หัวหน้า เพราะเห็นว่าท่านจะเป็นผู้นำของเขาเหล่านั้นในภายหน้าแต่ตามความเป็นจริง ผู้นำจะต้องนำชีวิตตัวเองให้ได้ก่อนจึงจะนำผู้อื่นได้ ถ้าท่านยังรู้สึกว่าตัวท่านเองยังอยู่พื้นฐานของความขาดแคลนขัดสน และต้องแสวงหาโอกาสหาสิ่งที่ขาดแคลนนั้นๆ ก็อย่าหวังว่าท่านจะดำรงตนอย่างมีคุณธรรม มีมโนธรรมและสามารถนำหน่วยหรือปกครองผู้คนอย่างเป็นธรรมตามที่เขาเหล่านั้นคาดหวังได้ ความจริงแล้วความขาดแคลนขัดสนในบุคคล เช่น ท่านเป็นเพียงแค่ความรู้สึก ถ้ารู้สึกว่าพอก็จะไม่ขาดแคลนขัดสน แต่ท่านจะรู้สึกว่าพอนี้ได้ ท่านต้องมีความสามารถทางปัญญา (IQ) ไม่คิดเปรียบเทียบกับความมั่งมีศรีสุข โชคโอกาส วาสนา ของผู้อื่นโดยเด็ดขาด เพราะเรื่องดังกล่าวของผู้อื่นนั้นไม่มีผลเกี่ยวข้องอย่างใดต่อท่านเลย แต่ท่านต้องย้อนดูที่ใจตนเองว่าท่านต้องการอะไรและควรทำอย่างไร ที่จะสร้างให้ชีวิตท่านเองมีความสุขได้โดยแท้และยั่งยืน เรื่องทำนองนี้ในพระศาสนา ก็กล่าวไว้เหมือนกันว่า สุขแท้ๆ ของมนุษย์คือสุขจากการให้ไม่ได้สุขจากการรับ การรับทรัพย์สินที่ดินที่เป็นของท่านในวันนี้ก็เคยเป็นของคนอื่นมาก่อนทั้งสิ้น เมื่อท่านตายไปจากทรัพย์สินที่ดินที่ท่านเคยมี เคยใช้ จะตกเป็นของคนอื่นต่อไป ท่านไม่สามารถเหนี่ยวรั้งไว้ได้เลยทรัพย์สินที่ท่านหาได้มาแม้มากเป็นร้อยล้านพันล้าน ท่านจะมั่นใจหรือว่าลูกหลานท่านจะเป็นคนดีมีปัญญา และรักษาทรัพย์ไว้ได้ ดังนั้นท่านจงหาทรัพย์ไว้ให้ลูกหลานแต่พอควร และจงลงทุนสร้างปัญญาให้ลูกหลานอย่างมากๆ เพื่อเป็นหลักประกันว่าทรัพย์สินที่ท่านหามาได้และให้เขาไปนั้น เขาจะรักษาและสร้างประโยชน์จากมันต่อไปได้ ซึ่งถือเป็นกุศลแก่ตัวท่านและ “เป็นความสุขอันเกิดจากการให้ “ ของท่านด้วย ในอีกแง่มุมหนึ่งท่านต้องมีความสามารถทางด้านจิตวิญญาณ (SQ) ต้องตระหนัก รู้อยู่เสมอว่าท่านตายจากไปคงเหลือทิ้งไว้ก็แต่ความดีและความชั่วที่ท่าน ได้ก่อไว้ให้คนข้างหลังเขากล่าวถึงว่าดีชั่วเท่านั้นการเลือกที่จะก่อกรรม ดีหรือกรรมชั่วก็อยู่ที่ตัวของท่านเอง ผู้บรรยายให้คำจำกัดความง่ายๆ ของคำว่า “กรรมดีและกรรมชั่ว” ในแบบของผู้บรรยายเพื่อให้ท่านนำไปพิจารณาง่ายๆ “กรรมดี ก็คือ ”การกระทำของท่านที่ทำไปแล้วตัวท่านมีความสุขและผู้ที่ได้รับผลแห่งการกระทำจากท่านมีความสุข” เท่านั้นที่ถือเป็นเรื่องของการทำดีหรือมีกรรมดี ส่วน “กรรมชั่ว” ก็คือการกระทำใดๆ ของท่านก็ตามที่นอกเหนือจากที่ได้กล่าวนั้นเอง เช่น การกระทำที่ทำให้ผู้ได้รับผลจากการกระทำของท่านเป็นทุกข์แม้ว่าตัวท่านอาจ มีความสุขก็ตาม ในฐานะที่ท่านต้องเติบโตในหน้าที่การงานเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่กว้างขวางใน อนาคต บางครั้งอาจต้องทำในสิ่งไม่ดี เป็นกรรมชั่วตามคำจำกัดนี้บ้าง เช่น ต้องลงโทษเขาด้วยความเป็นธรรม โดยปรารถนาดีต่อเขาลงโทษตั้งแต่เขา ทำความผิดเล็กน้อยเขาก็จะกลับตัวได้เป็นคนดี แต่หากท่านปล่อยปละละเลยไม่ลงโทษ เมื่อเห็นผู้ใต้บังคับบัญชากระทำผิดแม้เพียงเล็กน้อย จะเป็นการส่งเสริมทางอ้อมให้ความชั่วในตัวเขาเติบโตใหญ่และก่อความเสียหายต่อส่วนรวมได้มากในภายหน้า ดังนั้นท่านจงกล้าที่จะลงโทษลูกน้องที่กระทำผิดด้วยความยุติธรรม และปรารถนาดีแม้จะดูว่าเป็นการกระทำที่ไม่ดีตามคำจำกัดความนี้ก็ตาม แต่อย่าลืมให้กรรมดีเป็นหลักในการทำงานเสมอ จะลดความเสี่ยงอันเกิดจากปัจจัยภายในตัวท่านเอง

ตลอด DR ชีวิตของการทำงาน นอกจากความเสี่ยงอันเกิดจากปัจจัยภายในตัวท่านเองแล้ว ท่านต้องควบคุมความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยการรักษาความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน ผู้บรรยายถือว่าเป็นวิธีควบคุมปัจจัยภายนอกแบบหนึ่ง คำพูดที่ว่า “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” เป็นคำนิยมที่ดีน่ายึดถือ และท่านสามารถใช้เป็นหลักการรักษาความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานทุกระดับได้ แต่ท่านต้องตีความถึงเจตนารมณ์ของคำนิยมนี้ชัดไม่คลาดเลื่อน ในความเห็นของผู้บรรยายแล้ว “คนทำงาน” มีโอกาสที่จะผิดพลาดบกพร่องได้เสมอ ความผิดพลาดบกพร่องเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น จากการที่มีความรู้ไม่เพียงพอแก่หน้าที่ ความไม่กระตือรือร้น หรือปัญหาส่วนบุคคลบางอย่าง ซึ่งส่วนมากท่านสามารถพูดคุยทำความเข้าใจกันเองได้เรื่องความผิดพลาดบกพร่องดังกล่าว ถ้าเป็นน้องท่านต้องสอน ถ้าเป็นเพื่อนท่านต้องแนะนำ ถ้าเป็นนายท่านต้องเสนอแนะ นี่คือเจตนารมณ์ของคำพูดที่ว่า “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ดังนั้นจงเข้าใจในชีวิตการทำงานและตักเตือนกันเองให้ได้ ไม่ต้องฟ้องคนนอกแต่ถ้าน้องหรือเพื่อนมีเจตนาโดยแท้กระทำการอันเลวร้าย เสื่อมเกียรติทหารในเรื่องนี้ท่านต้องรับผิดชอบหรือเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ท่านไม่ควรนำคำนิยมดังกล่าวมาใช้ เพราะจะทำให้สังคมทหารแตกความสามัคคี แบ่งกลุ่มปกป้องพวกพ้อง สังคมจะขาดความยุติธรรม จึงขอให้ท่านนึกถึงคำพังเพยเก่าๆ เช่น “ปล่อยเสือเข้าป่า” เพื่อเป็นการตระหนักในการตัดสินใจที่ดีงามตามอำนาจหน้าที่ของท่านแทนคำว่า “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” เมื่อมีอำนาจท่านจงใช้อำนาจเพื่อสร้างความดี เมื่อมีหน้าที่จงทำหน้าที่ เมื่อมี เกียรติจงรักษาเกียรติ เมื่อมีวาสนาอย่าหมิ่นคนด้อย เมื่อมีเงินจงใช้เงินไปในเรื่องอันควร ๔ ประการ แต่เมื่อมีทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วท่านอย่ายึดติด เพราะทุกอย่างโลกนี้อยู่ภายใต้กฎแห่งโลกธรรม ๘ คือ ที่พอใจ ๔ อย่าง และไม่พอใจ ๔ อย่าง ได้แก่ ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ ได้สุขมีทุกข์ ได้รับการสรรเสริญต้องถูกนินทา จึงขอให้ท่านไม่หวั่นไหว มีความมั่นใจการทำกรรมดีๆ และพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงานทุกระดับไว้เสมอ ใช้ความสามารถทางอารมณ์ (EQ) ของท่านก่อมิตรไว้ให้มากและหลีกเลี่ยงการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น ก็จะลดความเลี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่จะมากระทบ DRของท่านได้มากทีเดียว พูดถึงเรื่องครอบครัวเมื่อท่านเกษียณแล้วก็ต้องอยู่กับครอบครัว ชีวิตก่อนตายก็คงมีแต่ครอบครัวอันประกอบด้วยเมีย ลูก และหลานเท่านั้นที่อยู่ดูใจท่าน ดังนั้นการสร้างครอบครัวจึงมีความสำคัญมาก สำคัญไม่น้อยกว่าการสร้างการงานสร้างอาชีพ การสร้างครอบครัวเปรียบเหมือนการเดินทางอย่างหนึ่งเช่นกัน ใน ฐานะที่ท่านเป็นผู้บังคับการเรือชีวิตท่านต้องเลือกผู้ร่วมเดินทาง รับผิดชอบในการลำเลียงชีวิตเขาและลูกที่จะเป็นผู้โดยสารในภายหน้าร่วมทุกข์ ร่วมสุขไปกับท่าน ท่านจึงจำเป็นต้อง DR ชีวิตครอบครัวเช่นเดียวกับ DR ชีวิตการงานและการเงินเช่นกัน วิธี DR ชีวิตครอบครัวควรเริ่มตั้งแต่การเลือกคู่ครอง ๑ ท่านต้องเลือกคู่ครองที่มีความเสี่ยงต่อการหย่าร้างให้น้อยที่สุด กล่าวคือต้องมองอนาคตอันไกลของท่านว่า ท่านต้องเจริญก้าวหน้าในชีวิตการงานไปเรื่อยๆ จนเป็น เจ้าคน นายคน ในที่สุด ตามที่กล่าวมาแล้ว ดัง นั้นคู่ชีวิตที่อยู่กับท่านก็ควรมีความรู้หรือมีการงานที่เกื้อกูลกันและ กันได้ทั้งสองฝ่ายก็จะดี ผู้บรรยายขอแนะนำให้ท่านเลือกผู้หญิงที่มีความรู้ทัดเทียมและทัศนคติตรงกับ ท่าน ไม่จำเป็นต้องร่ำรวยเงินทองก็ได้ เพราะถ้ารวยปัญญาและเป็นคนดีจะเกื้อกูลทั้งหน้าที่การงานเศรษฐกิจและเรื่องในครอบครัวไปเอง สามารถจะลดความเสี่ยงเรื่องการหย่าร้างในอนาคตได้มากขึ้น แต่การที่จะได้ผู้หญิงที่เป็นคนดีมีความรู้มาเป็นภรรยาท่านก็ต้องสร้างตนเองให้มีคุณค่าสมกับหญิงผู้นั้นด้วยเช่นกัน ต่อไปเป็นเรื่องการสืบสกุล ๒ ผู้บรรยายเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่มากต้องมีการวางแผนว่าพร้อมจะมีเมื่อใด ตลอดจนเลี้ยงดูเขาแต่เล็กให้มีการศึกษาและมีคุณธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบปีเหมือนกับที่พ่อแม่เลี้ยงท่านมานั้นเอง ท่านอย่ามีลูกโดยที่ไม่มีการวางแผนเด็ดขาด ให้เข้าใจว่าชีวิตลูกสำคัญกว่าทุกสรรพสิ่งในชีวิตของท่าน ดังนั้นการเลี้ยงลูกให้ดีท่านต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดเท่าที่ท่านจะทำได้ และเรื่องสุดท้ายคือเรื่องความมั่นคงในครอบครัว ๓ ที่ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ต่อกัน ซื่อสัตย์ในที่นี้หมายถึง การให้สัญญาและความสามารถในการรักษาสัญญาต่อกัน วันหนึ่งที่ท่านมีฐานะการงานและการเงินมั่นคง ท่านอย่าได้ลืมผู้ที่เคยร่วมทุกร่วมสุข ร่วมฟันฝ่าในชีวิตอันอยากลำบากมากับท่าน ถ้าท่านไม่ซื่อสัตย์ต่อภรรยาก็จะไม่มีใครนับถือท่านด้วยความจริงใจเลย แต่กลับกันเขาจะมองว่าท่านมีพฤติกรรมส่วนตัวที่ไม่เหมาะสมและไม่น่าไว้วางใจ บั้นปลายชีวิตจะไม่มีศักดิ์ศรีให้ใครชื่นชมอย่างสนิทใจ แม้แต่กับลูกหลานของท่านเองก็คงคิดเช่นนั้น ผู้บรรยายกล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นจากประสบการณ์ที่เรียนจบมาก่อนพวกท่านกว่า ๑๘ ปี เรื่องของผู้บรรยายออกจากท่าเสือซ่อนเล็บมาแล้ว ๑๘ ปีกว่า และยังต้องเดินทางตาม DR นี้ต่อไป ที่ผ่านมาได้เสียเวลาไปมากเพราะไม่ได้ DR เมื่อได้รับบทเรียนและมีโอกาสจึงมาแนะนำเข็มหลัก (Main Course) และ DR ชีวิตให้แก่ท่าน บางอย่างเห็นว่าดีท่านก็เอาไปใช้ บางอย่างเห็นว่าไม่ถูกต้อง ท่านก็ไม่ต้องไปแสวงหาความจริงที่คิดว่าถูกต้องด้วยตนเองต่อไป ที่บรรยายมาก็ด้วยความปรารถณาดีกับท่านทุกคน ที่ สำคัญถ้าท่านที่จบจากโรงเรียนนายเรือทุกคนเป็นนายทหารโรงเรียนที่ดีที่หลัก การ ผู้บรรยายเชื่อว่ากองทัพเรือในอนาคตจะดีจะเข้มแข็ง ได้ภายใต้การนำของพวกท่านนั้นเอง

บทสรุป

ผู้เขียนได้จัดทำตาราง DR ชีวิตเพื่อการศึกษาอยู่ท้ายบทความนี้ ถ้าผู้อ่านได้พิจารณาจะเห็นว่าจุดหมายปลายทางของชีวิตราชการของโรงเรียนทหารเมื่อถึงวันเกษียณอายุราชการนั้น มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าจะได้รับเงินเดือนและเงินต่างๆ ตามสิทธิรวมกว่ายี่สิบสามสิบล้านบาท และมียศถาบรรดาศักดิ์เป็นนายพลเรือสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมได้มาก ทั้งยังเป็นเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูล ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามีคุณค่ามากสำหรับชีวิตและเป็นจุดหมายปลายทาง ที่ควรค่าแก่การไปถึงเป็นข้อมูลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนมีความมั่นใจในอาชีพทหารเรือ และมีกำลังใจทำภารกิจการงานในกับกองทัพเรือด้วยความเต็มใจ และมีกำลังใจที่จะพัฒนาตนเองเพื่อตอบแทนให้สมกับประโยชน์ที่ผู้เขียนจะได้รับเมื่อวันเกษียณอายุราชการมาถึง ด้วยผู้เขียนระลึกเสมอว่ากองทัพเรือเจริญก้าวหน้ามาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะความสามัคคีของข้าราชการทหารเรือทุกท่าน ทั้งในอดีตและในปัจจุบัน ทั้งที่เป็นนายทหารชั้น ข. นายทหารปริญญาและนายทหารประทวน หรือแม้แต่ทหารกองประจำการ ที่ได้ร่วมมือกันทำงานในลักษณะที่ต่างหน้าที่กันไป ทำให้กองทัพเรือมีชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์อยู่ในทุกวันนี้ เปรียบกองทัพเรือเป็นต้นประดู่ใหญ่ พวกเราคงเป็นรากแก้ว รากแขนง รากฝอย ลำต้น และใบของต้นประดู่ใหญ่ต้นนี้ รากแก้วทำหน้าที่ไม่ให้โค่นล้มเมื่อลมแรง รากแก้วรากฝอยคอยหาน้ำ ลำต้นพุ่งเบียดให้พ้นเงาต้นไม้อื่นและลำเลียงอาหาร ส่วนใบมีหน้าที่สังเคราะห์แสง แม้จะมีหน้าที่ที่ต่างกัน แต่ต้องทำงานสัมพันธ์กันอย่างแยกกันไม้ได้เลย เป็นผลให้ต้นประดู่ใหญ่นี้ยืนต้นดำรงอยู่ได้ ดังนั้นเมื่อผู้อ่านได้อ่านคำบรรยายข้างต้นแล้วมีความเห็นว่าในบางเรื่องเป็นการไม่สมควรหรือไม่เห็นด้วยกับผู้เขียนด้วยประการใดก็ตาม ผู้เขียนต้องขออภัยท่านผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้ ผู้เขียนไม่มีเจตนาสร้างความขัดแย้งทางความคิดหรือแบ่งแยกสถาบันแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องการนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัวของผู้คนที่ผู้เขียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รวบรวมแง่คิดต่างๆ บางประเด็นที่ได้ยกพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ และคำนิยมบางอย่างมาอธิบายตีความนั้นเป็นไปตามความเข้าใจส่วนบุคคลของผู้เขียนที่เห็นว่าดี การที่ผู้เขียนได้ตรวจสอบข้อมูลโดยการสังเกต สอบถาม และสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องแล้วพบว่า นาย ทหารใหม่ในปัจจุบันก็ยังมีวิถีการรับราชการและชีวิตส่วนตัวไม่แตกต่างกันไป จากผู้เขียนเมื่อครั้งจบการศึกษามาใหม่ๆ มากนัก แนวความคิดของผู้เขียนจึงน่าจะยังทันสมัยและใช้ได้ ผู้เขียนได้เปรียบเทียบเส้นทางชีวิตการรับราชการทหารเรือกับวิธีการเดินเรือรายงาน เพราะเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าใจได้ในหมู่นักเดินเรือ ง่ายในการอุปมาให้เข้าใจ นายหารใหม่ๆ จะได้ตระหนัก เพื่อ ให้เขาดำเนินชีวิตการงานรับใช้กองทัพอย่างมีจุดหมายร่วมกันกล่าวคือทำงาน ให้กับกองทัพด้วยความรู้สึกที่มั่นคงและภาคภูมิขณะเดียวกันเป็นแนวทางพัฒนา คุณค่าให้ตนเอง ด้วยการดำรงตนให้มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้เหมาะสมตนเป็นเบื้องต้น และเมื่อมีการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอที่สุดแล้ว นายทหารใหม่เหล่านี้จะกลายเป็นบุคลากรที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามที่กองทัพเรือประสงค์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป แต่เนื่องจากชีวิตเป็นองค์ร่วมแบ่งแยกไม่ได้ เรื่องครอบครัวจึงมีความสัมพันธ์กับเรื่องงานด้วยโดยตรง ผู้เขียนจึงขอโอกาสแนะนำเรื่องครอบครัวตามความรู้ที่พอมีอยู่ไปตามที่เห็นสมควร ผู้เขียนประสงค์จะให้เรือที่กำลังออกจากท่าเสือซ้อนเล็บคือเรือตรีใหม่ มีกำลังใจเกิดความมานะพยายามเดินเรือให้อยู่บน DR และประสงค์ให้เรือที่พึ่งออกจากท่าฯ มาได้ไม่นาน คือ เรือโทถึงนาวาโท ได้ตระหนัก รู้จักปรับความเร็ว และทิศหัวเรือให้เข้าสู่แนว DR ของตนให้ได้มากที่สุด ให้มี แนวทางชีวิต (The Life’s Track) ที่ปลอดภัยเป็นผู้บังคับการเรือชีวิตที่ประสบความสำเร็จเป็นหลัก

และที่สำคัญยิ่งปีนี้เป็นปีที่โรงเรียนนายเรือ มีอายุครบ ๑๐๐ ปี นายทหารโรงเรียน นับ ๑๐๐ รุ่นแล้วที่ได้รับต้นทุนความเป็นเลิศทางสังคมในหมู่ทหารเรือจากมหา กรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดโรงเรียนนายเรือ ณ พระราชวังเดิม ธนบุรี เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ร.ศ.๑๒๕ ซึ่งถือเป็นวันกองทัพเรือในเวลาต่อมาทหารเรือโดยทั่วไปจึงยกย่องให้นายทหารโรงเรียนเป็นรากแก้วแห่งราชนราวีมาช้านาน ผู้ เขียนขอถือโอกาสในปีมงคล ของโรงเรียนนายเรือนี้แนะนำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดที่ผู้เขียนได้พบให้นาย ทหารโรงเรียนได้ทราบจะได้ช่วยกันรักษา และเพิ่มต้นทุนความเป็นเลิศทางสังคมที่พวกเราได้รับพระราชทานจากพระองค์ท่านมานับ ๑๐๐ ปี แล้วนี้ไว้ให้มั่นคงและเจริญสืบต่อไป

สุดท้ายผู้เขียนขอขอบคุณ น.อ.วรวิทย์ รังสรรค์สวัสดิ์ น.อ.เกียรติศักดิ์ จีนอ่ำ น.อ.หญิง นวลรักษา โพธิ์ศรี พี่น้องที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้กรุณาและเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนจนสามารถเรียบเรียงบทความนี้ได้สำเร็จลงได้ กุศลอันใดที่เกิดขึ้นกับบทความนี้ผู้เขียนขอมอบให้แก่ทุกท่านนั้น จงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ เทอญ



เอกสารอ้างอิงที่สำคัญ

๑.หลวงวิจิตรวาทการ.กำลังใจ.พระนคร:สำนักพิมพ์วรรณะวิบูลย์,๒๔๙๕

๒.น.อ.วรวิทย์ รังสรรค์สวัสดิ์.อทร.๗๑๐๒.กรุงเทพฯ:กรมยุทธศึกษาทหารเรือ,๒๕๔๑

๓.น.อ.จรินทร์ บุญเหมาะ.วิชเดินเรือ.แผนกผลิตตำรา กคช.รร.นายเรือ.

๔.สุชีพ บุญญานุภาพ.พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน.มหากุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์:กรุงเทพฯ,๒๕๓๗

๕.สตรีเฟ่น อาร์ โควีย์.อุปนิสัยที่ ๘.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี,๒๕๔๘

๖.บันทึกข้อความ บก.ทร.ที่ ๓๙/๓๗ ลง เม.ย.๔๗ เรื่องการขยายปีครองยศของ นายทหารสัญญาบัตร ทร.

๗.พระราชกฤษฎีกา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ.๒๕๔๘

๘.พระราชกฤษฎีกา ปรับเงินเดือนของข้าราชการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๘

edit @ 2007/09/07 12:07:57


edit @ 2007/09/07 12:09:26

2007/Jul/03

อีคิวกับไอคิวต่างกันอย่างไร

ไอคิว หรือ Intelligence Quotient หมายถึง ความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา การคิด การใช้เหตุผล การคำนวณ การเชื่อมโยง

อีคิว หรือ Emotional Quotient หมาย ถึง ความฉลาดทางอารมณ์เป็นความสามารถในการรับรู้และเข้าใจอารมณ์ทั้งของตัวเอง และผู้อื่น ตลอดจนสามารถปรับหรือควบคุมได้อย่างเหมาะสมกับสภาพการณ์

ไอคิว เป็นศักยภาพทางสมองที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ยาก

อีคิว ถึงแม้จะเป็นศักยภาพทางสมองเหมือนกันแต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาให้ดีขึ้นได้

การวัดไอคิว เกิดขึ้นครั้งแรกในปีค.ศ.๑๙๐๕ โดยนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ต้องการแยกบุคคลปัญญาอ่อนออกจากคนปกติ เพื่อจะได้จัดการศึกษาให้อย่างเหมาะสม โดยใช้การเปรียบเทียบระหว่างความสามารถที่ควรจะเป็นกับอายุสมองแล้วคำนวณ ออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์

ปัจจุบัน การวัดไอคิวมักใช้แบบทดสอบของเวคสเล่อร์ ที่เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปีค.ศ.๑๙๓๐ โดย อาศัยงานวิจัยของนักวิชาการและนักการทหาร เป็นกลุ่มข้อทดสอบทั้งหมด ๑๑ กลุ่ม เป็นกลุ่มที่ต้องใช้ภาษาโต้ตอบ ๖ กลุ่ม ไม่ต้องใช้ภาษาโต้ตอบ ๕ กลุ่ม ดังนี้

๑. ข้อมูลทั่วไป เป็นคำถามเพื่อตรวจวัดความสนใจความรู้รอบตัว
๒. ความคิด ความเข้าใจ
๓. การคิดคำนวณ
๔. ความคิดที่เป็นนามธรรม โดยให้หาความเหมือน
๕. ความจำระยะสั้น โดยใช้การจำจากตัวเลข
๖. ภาษาในส่วนของการใช้คำ
๗. การต่อภาพในส่วนที่ขาดหายไป
๘. การจับคู่โครงสร้าง โดยดูจากรูปร่างหรือลวดลาย
๙. การเรียงลำดับภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ
๑๐. การต่อภาพเป็นรูป ด้วยการต่อจิ๊กซอร์
๑๑. การหาความสัมพันธ์ของตัวเลขและสัญลักษณ์

การวัดอีคิว เพิ่ง เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ไม่มีแบบมาตรฐานที่แน่นอน เป็นเพียงการประเมินเพื่อให้ผู้วัดมองเห็นความบกพร่องของความสามารถทางด้าน อารมณ์ที่ต้องพัฒนาแก้ไข กรมสุขภาพจิตได้พัฒนาแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ โดยประเมินจากความสามารถด้านหลัก ๓ ด้านคือ ดี เก่ง สุข ซึ่งแยกเป็นด้านย่อยได้ ๙ ด้าน

ดี

๑. ควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง
๒. เห็นใจผู้อื่น
๓. รับผิดชอบ

เก่ง

๔. รู้จักและมีแรงจูงใจในตนเอง
๕. การตัดสินใจแก้ปัญหา
๖. มีสัมพันธภาพกับผู้อื่น

สุข

๗. ภูมิใจในตนเอง
๘. พอใจในชีวิต
๙. มีความสุขสงบ

เนื่องจาก ไอคิวสามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ จึงมีผู้ให้ความสำคัญกับไอคิวมาโดยตลอด เด็กที่เรียนเก่ง จะมีแต่คนชื่นชม พ่อแม่ครูอาจารย์รักใคร่ ต่างจากเด็กที่เรียนปานกลางหรือเด็กที่เรียนแย่มักไม่ค่อยเป็นที่สนใจ หรือถูกดุว่า ทั้ง ๆ ที่เด็กเหล่านี้อาจจะมีความสามารถทางด้านอื่น เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ เพียงแต่ไม่มีความถนัดเชิงวิชาการเท่านั้นเอง

มาใน ช่วงหลัง ๆ ความเชื่อมั่นในไอคิวเริ่มสั่นคลอนเมื่อมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการวัด และความสำคัญของไอคิว จนในที่สุดเมื่อ ๑๐ ปีที่ผ่านมาจึงยอมรับกันว่า แท้จริงแล้ว ในความเป็นจริง ชีวิตต้องการทักษะและความสามารถในด้านอื่น ๆ อีกมากมายที่นอกเหลือไปจากการจำเก่ง การคิดเลขเก่ง หรือการเรียนเก่ง ความสามารถเหล่านี้อาจจะช่วยให้คน ๆ หนึ่งได้เรียน ได้ทำงานในสถานที่ดี ๆ แต่คงไม่สามารถเป็นหลักประกันถึงชีวิตที่มีความสุขได้

ยกตัว อย่างเช่น งานวิจัยชิ้นหนึ่งในรัฐแม็ซซาซูเสท สหรัฐอเมริกาที่ศึกษาความสัมพันธ์ของไอคิวกับความสำเร็จในชีวิต โดยติดตามเก็บข้อมูลจากเด็ก ๔๕๐ คน นานถึง ๔๐ ปี พบว่าไอคิวมีความสัมพันธ์เพียงเล็กน้อยกับความสามารถในการทำงานได้ดีหรือ กับการดำเนินชีวิต และพบว่าปัจจัยที่สามารถจะทำนายถึงความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ของชีวิตได้ดีกว่า กลับเป็นความสามารถด้านต่าง ๆ ในวัยเด็กที่ไม่เกี่ยวข้องกับไอคิว เช่น ความสามารถในการจัดการกับความผิดหวัง การควบคุมอารมณ์ และการเข้ากับบุคคลอื่น ๆ ได้ดี

ตัว อย่างงานวิจัยอีกเรื่องหนึ่ง คือการติดตามเก็บข้อมูลจากผู้ที่จบปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์ ๘๐ คน ตั้งแต่ตอนที่ยังศึกษาอยู่ไปจนถึงบั้นปลายชีวิตในวัย ๗๐ ปี พบว่า ความสามารถทางด้านอารมณ์และสังคมมีส่วนทำให้ประสบความสำเร็จในวิชาชีพและมี ชื่อเสียงมากกว่าความสามารถทางเชาวน์ปัญญาหรือไอคิวถึง ๔ เท่า

การจัดค่าระดับไอคิว

ฉลาดมาก (very superior) 130 ขึ้นไป
ฉลาด (superior) 120-129
สูงกว่าปกติ (bright normal) 110-119
ปกติ (normal) 90-109
ต่ำกว่าปกติ (dull normal) 80-89
คาบเส้น (borderline) 70-79
ปัญญาอ่อน (mental retardation) ต่ำกว่า 70

2007/May/06

"อุปสรรคมีไว้ให้ข้ามไป ความฝันที่ยิ่งใหญ่มีไว้ให้ชื่นชม"

"งานยิ่งใหญ่ทุกๆงานสำเร็จลงได้ ทีละก้าว เเละ ก้าวที่สองจะง่ายกว่าก้าวเเรก งานยากที่สุดของคน คือ การตัดสินใจลงมือกระทำมัน"

"ถ้ารักชีวิตจงอย่าผลาญผ่าเวลา เพราะเวลาคือ ส่วนหนึ่งของชีวิต"

"เวลานั้นคือ ชีวิตที่ไม่มีวันย้อนกลับ เเละ ไม่มีอะไรมาทดเเทน"

"ในเเต่ละวันชีวิตจะดีหรือเลวลง ก็อยู่ที่ตัวคุณเป็นผู้เลือก"

"อย่าดีเเต่พูดจงลงมือทำ อย่ารอให้บุญหล่นทับ"

"เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ควรหาหนทางสู่ความก้าวหน้า ดีกว่าฝังตัวเองในความล้มเหลว"

"จงทำคุณประโยชน์ให้สมกับเวลาที่เสียไป"

"อุปสรรคที่คุณต่อสู้ คือ ประตูสู่ความสำเร็จ"

"บุคคลที่รู้จักควบคุมตนเอง จะเป็นผู้ต่อสู้กับชีวิตได้สำเร็จ"

"ถ้าเราไม่กลัวที่จะต่อสู้กับอุปสรรค อุปสรรคก็จะยอมเเพ้เราเอง"

"ชีวิตคนเราจะฝันอย่างไร ก็อยู่ที่เเนวคิดของเขา"

"คนเราไม่สามารถเรียนรู้ชีวิตเเทนกันได้ ชีวิตใครก็เป็นของคนนั้น"

"ทุกคนต้องการอิสระ เเละไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายในชีวิต"

"จงทำวันนี้ เเละ เวลานี้ให้ดีที่สุด"

"ถ้าอยากเป็นนายของตนเองต้องควบคุมตนเองให้ได้เสียก่อน"

"ถ้าอยากประสบความสำเร็จเหนือคนอื่น ต้องรู้จักคิดรู้จักทำ"

"การผัดวันประกันพรุ่ง การคิดดีเเต่ไม่เคยทำ ก็ไม่มีประโยชน์"

"ความกลัว ความกังวล จะทำให้เสียโอกาสดีๆ เเก่ชีวิต"

"หากมีความเพียร ก็ไม่มีอะไรในโลกที่เราปรารถนาเเล้วเป็นไปไม่ได้"

"ลองคิดดูว่าคนเราเท่าเทียมกัน เเล้วเราจะกลัวเขาทำไม"

"ความพ่ายเเพ้ในยามตาย ดีกว่าความไม่พยายามในยามเป็น"

"โลกใบนี้เป็นสมบัติของตน อุตสาหะ เเละ มีคุณธรรมที่งดงาม"

"ไม่ขยันหมั่นเพียร ในวันนี้ จะต้องพบกับความลำบากในวันหน้า"

"ไม่ว่าชีวิตจะ สุข หรือ ทุกข์ จงเชื่อมั่นเเละพร้อมที่จะเผชิญกับมัน"

"ผู้ขยันเเละฉลาด จะสามารถฝ่าวิกฤษไปถึงซึ่งโอกาส"

"วันคืนล่วงๆไป บัดนี้เราทำอะไรอยู่"

"ความอุตสาหะ คือ คาถาของมหาเศรษฐี"

"คงมีสักวันที่เป็นวันอัศจรรย์เเห่งชีวิต"

"ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถสำเร็จได้ด้วยใจ...นโปเรียน ฮิลล์"

"คนเราไม่จำเป็นต้องสนองความต้องการของคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา"

"จงนำอดีตมาเป็นบทเรียน เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างสุขุมเเละมั่นคง"

"ความผิดพลาดในอดีตก็ให้มันผ่านไปเเละให้ถือเป็นบทเรียนในการทำสิ่งใหม่ๆให้มันดี"

"มีดวงอาทิตย์อีกนับพันดวงอยู่ข้างหลังเมฆหมอกเสมอ...สุภาษิตอินเดีย"

"หัวใจจะเป็นสุขที่สุดเมื่อหัวใจนั้นเต้นเพื่อคนอื่น...สุภาษิตจีน"

"ไม่ดิ้นรน ไม่ต่อสู้ ย่อมไม่มีวันก้าวหน้า"

"เมื่อวานเป็นเหตุ วันนี้เป็นผล วันนี้เป็นเหตุ พรุ่งนี้เป็นผล"

"เมื่อจะทำสิ่งใด ควรทุ่มเทการทำอย่างสุดตัว คุณจะสำเร็จ"

"ความกระตือรือร้น ทำให้เกิดปาฏิหารย์เเก่ชีวิต"

"อย่าคอยเวลา หรือ โอกาส พยายามใช้เวลาทุกวินาทีให้มีค่า"

"ผู้รู้จักคนอื่นเป็นคนฉลาด ผู้ที่รู้จักตัวเองเป็นคนมีสติ"

"จงอย่าเรียนเเค่พอรู้ เเต่จงศึกษาความรู้นั้น ให้รู้อย่างเพียงพอ"

"ทุกข์ไปก่อนจะสบายเมื่อปลายมือ นั่นเเหละคือการต่อสู้เเละอดทน"

"เราต้องเคลื่อนตัวไปหาความสำเร็จ ความสำเร็จจะไม่เคลื่อนมาหาเรา"

"หลายครั้งเราประสบกับเหตุการณ์ผิดพลาดซ้ำซากๆ
เหตุการณ์ที่รู้ทั้งรู้ก็ไม่เคยได้รับการเเก้ไขอย่างจริงจังเสียที
ปัญหา คือ เราไม่จริงจังที่จะฟังสัญญาณเตือนความผิดพลาด
ที่สะท้อนให้เห็นว่าเราควรจะได้เรียนรู้ในเรื่องนั้นเสียที
จะต้องรอให้เหตุการณ์เดิมๆเกิดขึ้นอีกกี่ครั้งกัน
หรือเรายังดื้อเเละพร้อมที่จะหาข้ออ้าง
พร้อมที่จะโทษคนอื่น
โทษโชคชะตาอยู่ร่ำไป"


" เป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้ หรือ ไม่ได้ทำ "

คนเราไม่มีคำว่าล้มเหลว มีแต่ล้มเลิก

ระยะทางพิสูน์ม้า กาลเวลาพิสูน์คน

ล้มเหลวฉันไม่เคยพบ ทุกอย่างที่ประสบ คือ อุปสรรคชั่ว คราว

ยอดดอยยังอยู่ใต้ตีนคน อย่าดูหมิ่นคนมีความพยายาม

ผู้เดินก้าวยาวย่อมสำเร็จ ผู้เดินก้าวเร็วย่อมสำเร็จ ผู้เดินไม่หยุดย่อมสำเร็จ


" อย่าปล่อยให้โอกาสผ่านไป โดยยังไม่ได้พยายาม "

" มองโลกในเเง่ดี ...ชีวิต...จะมีความสุข "

" ทำอะไรจงทำให้ดีที่สุด เพราะจะไม่มี...เสียใจ...ในสิ่งที่ทำ "

" จิตใจจะสงบ ได้อย่างไร? หากมัวใส่ใจกับคำพูดจากคนอื่น "

" หากอยากประสบความสำเร็จ จงทำงานที่ตัวเองถนัด อย่าหวังพึ่งพาผู้อื่น "

" งานหนักเพียงใด หากทำด้วยใจ เเละ ความสุข เราจะไม่รู้สึกเหนื่อยเลย "

" ความกตัญญู คือ คุณค่าของคนที่น่านับถือ "

" มีเวลาว่างอย่าให้เสียเปล่า จงทำตัวให้มีประโยชน์ ต่อ สังคมเเละเเผ่นดิน "